รายละเอียดหลักสูตรการสอน

เรื่อง  ความรู้ความเข้าใจเรื่องไม้                                                               เวลา  4   คาบ

จุดประสงค์

1.      บอกประเภทและคุณสมบัติของไม้ได้

2.      จำแนกประเภทของไม้ได้

3.      เลือกและเตรียมไม้เพื่อใช้งานได้

เนื้อหาวิชา

1.      ประเภทและคุณสมบัติของไม้

2.      การเลือกและการเตรียมไม้

วิธีสอน

1.      ศึกษาเอกสาร

2.      แบ่งกลุ่มจำแนกไม้ตามใบงาน

3.      อภิปรายผลการจำแนกไม้

4.      ฝึกเลือกและเตรียมไม้ใช้งาน

การประเมินผล

1.      สังเกต

2.      ตอบข้อซักถาม

3.      ตรวจผลงาน

ผู้สอน

                         นายสนั่น  ศิริกุล 

          หมวดการงานอาชีพและเทคโนโลยี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

วิชาโครงงานช่างไม้

รหัส  321-322

ชื่องาน

 ความรู้เรื่องไม้

แผนการสอนที่  2

จำนวน  4  คาบ

 

ชนิดของไม้

            1.  ไม้เนื้ออ่อน  ได้แก่  ไม้ที่มีเนื้อค่อนข้างเหนียว  ทำการเลื่อย  ไสกบ  ตกแต่งได้ง่าย  ลักษณะเนื้อมีสีซีด  จาง  น้ำหนักเบา  ขาดความแข็งแรงทนทาน  รับน้ำหนักได้ไม่ดี  เช่น  ไม้ฉำฉา  ไม้กะบาก  ไม้ยาง  ฯลฯ

            2.  ไม้เนื้อแข็ง  ได้แก่  ไม้ที่มีเนื้อแข็งปานกลาง  ทำการเลื่อย  ไสกบ  ตกแต่งได้ยาก  ลักษณะเนื้อไม้มีสีเข้มค่อนไปทางสีแดง  มีความแข็งแรงทนทาน  เช่น  ไม้ตะเคียน  ไม้ชิงชัน

 ไม้เต็ง  ไม้มะม่วง  ฯลฯ

4.      ไม้เนื้อแกร่ง  ได้แก่  ไม้ที่มีเนื้อแกร่ง  ทำการเลื่อย  ไสกบ  ตกแต่งได้ยากมาก  ลักษณะเนื้อไม้เป็นมันในตัว  แน่น  ลายละเอียด  น้ำหนักมาก  มีสีเข้มจัดจนถึงสีดำ  มีความแข็งแรงทนทานดีมาก  เช่น  ไม้ประดู่  ไม้แดง  ไม้เกลือ  ฯลฯ

 

การเลือกไม้

การเลือกไม้ที่จะนำมาใช้งานต้องพิจารณาใน  2  ประเด็นคือ 

1.      เลือกมาใช้ในงานรับน้ำหนักโดยตรง

2.      เลือกมาใช้ในงานประณีต

1.      การเลือกมาใช้ในงานรับน้ำหนักโดยตรง  ได้แก่  ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างที่ไม่ต้องการความประณีตมากนัก  เช่น  การก่อสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ไม้จำพวกนี้ต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับน้ำหนักและต้านทานแรงต่าง    มากกว่าความสวยงาม  ความแข็งแรง  จึงเป็นข้อแรกที่จะต้องคัดเอาไม้ที่แข็งแรงเท่าที่จะสามารถทำได้  คือ  ต้องเป็นไม้ที่เนื้อแน่น  แข็งแกร่ง  เหนี่ยว  ไม่เปราะง่าย  ควรเลือกไม้แก่นหรือไม้ที่มีอายุเหมาะแก่การตัด  ไม่มีรอยชำรุดเสียหาย  เช่น  เป็นตา  ผุ  แตกร้าว  ปิดงอ  คด  โค้ง และเป็นไม้ที่ผ่านการผึ่งมาได้ที่พอเหมาะแก่งานประเภทนี้

2.      การเลือกไม้มาใช้ในงานประณีต ไม้ที่เลือกมาใช้งานประเภทนี้ เป็นไม้ที่ไม่ต้องรับน้ำหนักหรือต้านแรงมากเหมือนไม้ที่ใช้งานประเภทแรก แต่งานประเภทนี้จะนำไม้ไปประกอบเป็นรูปร่างต่างๆ เช่น บาน ประตู  หน้าต่าง  เครื่องเรือน ตู้  โต๊ะ เก้าอี้ หรือครุภัณฑ์ต่างๆ ที่จะทำอย่างประณีตเรียบร้อยและต้องการความสวยงามมากกว่าความแข็งแรง  เป็นงานที่ทำได้ยากและต้องใช้ฝีมือ

 

 

                                             หลักการเลือกไม้มาใช้งานประเภทนี้

1.      ไม้นั้นจะต้องได้จากแก่นไม้ที่สมบูรณ์ คือ จากต้นไม้ที่เจริญเติบโตเติมที่เหมาะสมตามสภาพดินฟ้าอากาศของถิ่นนั้นๆเป็นไม้ที่ตายยืนต้น (ตายเองโดยไม่ได้กานให้ตาย)

2.      เป็นไม้ที่หดตัวแล้ว คือ  เป็นไม้ที่ผึ่งแห้งอยู่ตัวดีแล้ว  เมื่อนำมาประกอบสำเร็จรูปจะไม่เกิดอ้าออกจากกันหรือบิดโค้งเสียความงาม

3.      ไม้เนื้อละเอียดเหนียวแน่น มีแนวตรง ไสกบตกแต่งได้ง่ายเรียบร้อย  ขัดมันและชักเงาได้ดี

4.      มีสีสม่ำเสมอกันทุกแผ่น และทุกๆแผ่นมีสีเหมือนกันด้วย

5.      มีลายสวยงามคล้ายๆกัน เพื่อเพลาะไม้เป็นแผ่นเดียวกันได้

6.      เป็นไม้ที่มีตาน้อย ตาไม้ไม่เสีย ไม่มีรอยแตกร้าว เป็นแผล เป็นรอยทะลุ

7.      ไม้ที่เป็นรอยผุ ด่างหรือเน่าเปื่อย (ไม้ที่ยังไม่ได้ไสสังเกตยาก) ทดลองโดยใช้ค้อนเคาะไม้ดีจะมีเสียงแน่นแกร่ง ถ้าไม่ผุหรือเสีย เปราะ ไม่เหนียว มีเสียงดังผลุๆ เลื่อยไม่ติดคลองเลื่อย ไสกบขี้กบจะป่น

8.      ราคาไม่แพงจนเกินไป

 

                                                               ไม้อัด

       ไม้อัด  ไม้ที่ผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมด้วยการนำไม้ เช่น ไม้สัก ไม้ยางที่ไม่มีตำหนิมากนักไปต้มด้วยไอน้ำให้สารเคมีในเนื้อไม้ออกเสียก่อน และทำให้ไม้อ่อนตัวลงแล้วนำเข้าเครื่องปอก ปอกออกมาเป็นแผ่นบางๆและนำไปอัดด้วยกาวโดยวางเสี้ยนไม้ขวางสลับกันเป็นชั้นๆ อาจเป็น 3,5,7 ชั้นตามความหนาของไม้อัดโดยทั่วไปมีความหนาตั้งแต่  4-20 มม.  ขนาด  3  ฟุต  ´  6  ฟุต  และ  4  ฟุต  ´  8  ฟุต

                                                             การเลือกไม้อัด

1.      สีของไม้อัดต้องสม่ำเสมอตลอดแผ่น

2.      เหมาะสมกับงานที่จะใช้

3.      มีความเรียบแต่ไม่ลื่น  ทาสีได้ทุกชนิด

4.      มีน้ำหนักเบา  เคลื่อนย้ายได้สะดวก

 

                   ไม้เนื้ออ่อน

                        1.  ไม้ฉำฉา  ลักษณะคุณสมบัติ  ไม้เนื้อหยาบไม่แน่นมีสีค่อนข้างจาง  ( ขาว )  มีลวดลายสวยงาม  มีน้ำหนักเบา  จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้ออ่อน  ทำการเลื่อย  ผ่า  ไสกบ  ตกแต่งชักเงาได้ง่าย

ประโยชน์  ใช้ทำลัง  กล่องใส่วัสดุอุปกรณ์  เครื่องมือต่าง ๆ  ปัจจุบันนิยมนำมาใช้

ทำเครื่องเรือน  เครื่องใช้ต่าง ๆ  หรือเพื่อใช้ตกแต่งต่าง ๆ

                          2.  ไม้สัก ลักษณะคุณสมบัติ  เป็นไม้ที่มีคุณภาพดีที่สุด  นอกจากความแข็งแรงอย่างเดียวเท่านั้นที่มีน้อยไปหน่อย  แต่ก็แข็งแรงพอที่จะใช้ได้  เป็นไม้สูงขนาดใหญ่  จะทำการโคนไม้อายุประมาณ  150  ปี  เป็นไม้ที่ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณ  เนื้อไม้มีสีเหลืองนานเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาลแก่  มีกลิ่นหอม  มีน้ำมันในตัว  มีเสี้ยนตรง  เนื้อหยาบไม่สม่ำเสมอกัน  กรำแดดกรำฝนไม่ค่อยผุง่าย  หดตัวน้อย  ไม่มีอาการบิดหรือแตกร้าว  มอดปลวกไม่ค่อยรบกวน  เมื่อเลื่อยออกจะเห็นลายได้ชัดเจน  เลื่อย  ผ่า  ไสกบ  ตกแต่ง  ชักเงาได้ง่าย  เป็นไม้ที่ผึ่งให้แห้งได้รวดเร็ว  น้ำหนักต่อลูกบาศก์ฟุตประมาณ  35 – 45  ปอนด์  ยังแบ่งเป็น  3  ชนิด  คือ  สักทอง  สักหิน  สักขี้ควาย  ไม้สักทองมีลวดลายสวยงามมาก  ปัจจุบันมีราคาค่อนข้างแพง

ประโยชน์ใช้ในการสร้างสิ่งที่ต้องทำอย่างประณีต  ต้องการความสวยงามและ

       ทนทานต้องรับน้ำหนักหรือต้านทานมาก  เช่น  ทำประตู  หน้าต่าง  วัสดุเครื่องใช้   เครื่องเรือน

       ต่าง ๆ  และยังเป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ปีละไม่น้อยทีเดียว

                        3.  ไม้ยาง  ลักษณะและคุณสมบัติเป็นไม้เนื้ออ่อนและหยาบ  มีสีน้ำตาลปนแดง       ใช้ในที่ร่มทนทานพอใช้  แห่งช้า  ยืดหดง่าย  เลื่อยผ่าง่าย  บิดงอตามดินฟ้าอากาศ  ถ้าไสตอนไม้      สด ๆ  อยู่จะไม้เรียบดีนัก  เสี้ยนมักจะฉีกติดกันเป็นขุยออกมา  ทำให้ขัดหรือทาน้ำมันไม่ค่อยดี                           ใช้ในการสร้างรับน้ำหนักมาก ๆ  ไม่ได้  ใช้ในที่ต้องการกรำแดดกรำฝนมากไม่ได้นอกจากจะทาสีน้ำมันป้องกันไว้  น้ำหนักต่อ  1  ลูกบาศก์ฟุตประมาณ  40-50  ปอนด์

                        ประโยชน์  ใช้ทำบ้านเรือน  เครื่องเรือนเฉพาะที่มีราคาถูก ๆ  สร้างบ้านใช้ทำ  ฝา  ฝ้า  หรือส่วนที่ไม่ต้องรับน้ำหนัก  นิยมใช้กันเพราะราคาถูก  หาง่าย

 

ไม้เนื้อแข็ง

1.      ไม้เต็ง  ลักษณะคุณสมบัติ เป็นไม้ขนาดใหญ่มีอยู่ทั่วไปเมื่อเลื่อยไสแล้วระยะ

แรกจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน  ทิ้งไว้นานจะเป็นสีน้ำตาลแก่แกมแดง  เสี้ยนหยาบสับสน  ทำให้ไสกบตกแต่งได้ยาก  แต่ไม้แข็งและเหนียว  เหมาะแก่การสร้างส่วนที่รับน้ำหนักได้ดี  มีความแข็งแรงทนทานดีมาก  ทนต่อการใช้กรำแดดกรำฝน  เนื้อไม้มักจะมีรอยร้าวเป็นเส้นผมปรากฏหัวไม้มักแตกเก่ง  ฉะนั้นไม้เต็งจึงมักจะไม่ค่อยใช้ในการสร้างสิ่งประณีต  น้ำหนัก  1  ลูกบาศก์ฟุตประมาณ 

60    -  70  ปอนด์

ประโยชน์  ใช้กับงานตรากตรำต้องการความแข็งแรงทนทาน  เช่น  ทำเก้าอี้นวม  เก้าอี้

ชิงช้า  สะพาน  หมอนรางรถไฟ  ใช้ในการสร้างบ้านเรือนที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ  เช่น  ตง  คาน  กระดานพื้น  ไม้โครงหลังคา  และด้ามเครื่องมือกสิกรรม

                           2.   ไม้แดง  คุณลักษณะและคุณสมบัติ  แดง  หรือกร้วม  คว้าย  เป็นไม้ประเภทเนื้อแข็งมีลำต้นขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ  เนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆหรือสีน้ำตาลแกมแดง  เสี้ยนเป็นลูกคลื่น  ละเอียดพอประมาณ   แข็ง    เหนียว     มีความแข็งแรงทนทาน  มีลายสวยงาม  ทำการเลื่อย  ไสกบ  ตกแต่งตอกตะปูได้ยาก   เมื่อทำเสร็จแล้วมีความเรียบร้อยสวยงามชักเงาได้ดีมีน้ำหนักต่อ  1  ลูกบาศก์ฟุตประมาณ  55  -  65  ปอนด์

            ประโยชน์  ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน  เช่น  ทำ  เสา  ขื่อ  คาน  ตง  กระดานพื้น  สะพาน  เกวียน  เรือ  หมอนรถไฟ  เครื่องเรือน  เครื่องมือทางกสิกรรม  ด้ามเครื่องมือต่างๆเป็นต้น

                        3.   ไม้รัง   ลักษณะและคุณสมบัติ   ไม้รังหรือไม้เรียง  เป็นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ขึ้นเป็นหมู่ ๆในป่าแดง  เนื้อไม้มีสีน้ำตาลเหลือง  เสี้ยนสับสน  เนื้อหยาบแข็งแรงทนทานมาก  เลื่อย  ไสกบ  ตกแต่งค่อนข้างยาก  น้ำหนักต่อ  1  ลูกบาศก์ฟุต  ประมาณ   50  -  60  ปอนด์

            ประโยชน์  ใช้กับงานประเภทที่ต้องการรับแรง  เช่นทำเสา  หมอนรางรถไฟ  สร้างบ้านเรือน  การก่อสร้างต่างๆ  ทำรถ  เรือ  เครื่องมือกสิกรรม  เนื่องจากสาเหตุที่ไม้นี้แข็งแรงและทนทานมากจึงนิยมใช้การก่อสร้างที่ต้องการความแข็งแรงทนทานลักษณะเหมือนกับไม้เต็ง  มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป

ไม้เนื้อแกร่ง

                        1.   ไม้มะค่าโมง  ลักษณะคุณสมบัติ   ไม้มะค่าโมงหรือไม้มะค่าใหญ่  หรือไม้มะค่าหลวง  เป็นไม้เนื้อแกร่งลำต้นใหญ่แต่ไม่สูงนัก  ขึ้นตามป่าดงดิบ  และป่าเบญจพรรณ  เว้นทางภาคใต้  เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเหลือง   เสี้ยนค่อนข้างสน  เนื้อหยาบมีริ้วแทรกแข็งเลื่อย  ไสกบค่อนข้างยาก  ถ้าแห้งดีแล้วจะตกแต่งง่าย  ขัดและชักเงาได้ดี  น้ำหนักต่อ  1  ลบ.ฟุตประมาณ  60  ปอนด์

            ประโยชน์  ใช้ทำเสา  ไม้หมอนรางรถไฟ  และใช้ในงานก่อสร้างต่างๆเป็นไม้ชนิดให้ปุ่มมีลายงดงาม  ราคาแพง  ใช้ทำพวกเครื่องเรือน  เครื่องใช้  เช่น  ตู้  โต๊ะ  เก้าอี้รับแขก เป็นต้น

                        2.   ไม้ประดู่ชิงชัน  ลักษณะคุณสมบัติ  ไม้ประดู่ชิงชันหรือพยุงแกม  หรือ พยุงแดง  เชียงใหม่เรียกว่า  เกิดแดง   ภาคอีสานเรียกว่า  ชิงชัน  ภาคเหนือเรียกว่า  ดู่ลาย  เป็นไม้ประเภทเนื้อแข็ง  ลำต้นขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่ในป่าเบญจพรรณทั่วไป  เนื้อไม้มีสีม่วงแก่  สีเส้นแทรกสีดำอ่อนหรือสีแก่กว่าพื้น   เสี้ยนมักสับสนเป็นริ้วแคบๆ  เนื้อละเอียดปานกลาง  แข็ง  เหนียวมาก  แข็งแรงทนทาน  ไสกบ  ตกแต่ง  ชักเงาได้ดี  ตอกตะปูได้ยาก  เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีความเรียบร้อยสวยงามเป็นมันดี  เมื่อชักเงาแล้วจะมีลายมีสีสรรสวยงามมาก  น้ำหนัก  1  ลูกบาศก์ฟุต  ประมาณ  67  -  70  ปอนด์

            ประโยชน์  ใช้ทำพวกเครื่องเรือน  เช่นตู้  โต๊ะ  เก้าอี้รับแขก  เก้าอี้โยก  ด้ามเครื่องมือ  รางกบ  เกวียน  รถ  แกะสลัก  ทำหวี  เป็นต้น

 

 

 

 

 

ใบงาน

วิชาการงาน  . 1

รหัส 

ชื่องาน

ความรู้เรื่องไม้

แผนการสอน

จำนวน     คาบ

 

การจำแนกไม้และคุณสมบัติของไม้

 

           ไม้เนื้ออ่อน                                     ไม้เนื้อแข็ง                                     ไม้เนื้อแกร่ง

 

ฉำฉา       สัก      ยาง                         เต็ง         แดง       รัง                     มะค่าโมง          ประดู่ชิงชัน

 

            ขั้นตอนการปฏิบัติ                                                                 วัสดุ  -  อุปกรณ์

1.   แบ่งกลุ่มศึกษาเอกสาร                                                       1.  ตัวอย่างไม้ชนิดต่างๆ

2.   จำแนกไม้  เนื้ออ่อน  เนื้อแข็ง  เนื้อแกร่ง                           2.  ตัวอย่างไม้อัด

3.   อภิปลายและเขียนสรุปรายงาน                                          3.   เอกสารประกอบการค้นคว้า

4.    รายงานหัวหน้าชั้น                                                            4.   กระดาษเขียนรายงาน

                                                                                                 5.   ดินสอ  หรือ  ปากกา

                                

มอบงาน

การวัดผลประเมินผล

-          ศึกษาเอกสารตามเวลาที่กำหนด

-          ให้จำแนกไม้ออกเป็นกลุ่ม  ไม้เนื้ออ่อน  ไม้เนื้อแกร่ง  ไม้เนื้อแข็ง

-          ส่งรายงาน  อภิปรายกลุ่ม

 

 

-          สังเกต  ซักถาม

-          ตรวจรายงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เครื่องมืองานไม้และความปลอดภัย

จุดประสงค์ 

1.      บอกประเภทและหน้าที่ของเครื่องมืองานไม้ได้

2.      ให้ปรับซ่อม  และเก็บรักษาเครื่องมืองานไม้ได้

3.      บอกถึงความปลอดภัยในการใช้เครื่องมืองานไม้ได้

เนื้อหาวิชา

1.      ประเภท  หน้าที่ของเครื่องมืองานไม้

2.      การใช้เครื่องมือและการเก็บรักษา

3.      การปรับซ่อมเครื่องมือ

4.      ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

วิธีการสอน

1.      ศึกษาเอกสาร

2.      บรรยายประกอบการสาธิต

3.      แบ่งกลุ่ม  ปรับซ่อมและใช้เครื่องมือ

การประเมินผล

1.      สังเกต

2.      ตอบข้อซักถาม

3.      ตรวจผลงาน

4.      ทดสอบ

ผู้สอน

                              1.  นายสนั่น   ศิริกุล

            หมวดการงานอาชีพและเทคโนโลยี   .  กันทรารมณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                               

 

ใบความรู้

วิชาโครงงานช่างไม้

รหัส ง.321-322

ชื่องาน

เครื่องมืองานไม้

แผนการสอนที่ 3

จำนวน   1   คาบ

 

เครื่องมือวัด

1.      ตลับเมตร  ใช้สำหรับวัดหรือกะส่วน  มีความยาว  2 – 3  เมตร  บนเทปมีมาตราวัดทั้งระบบอังกฤษและระบบเมตริก

การบำรุงรักษา

1.      ไม่ควรดึงตลับเมตรเล่นหรือทำตกจากโต๊ะฝึกงาน

2.      ทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากใช้งานแล้ว

3.      ตรวจดูสภาพของตลับเมตรก่อนหรือใช้งานทุกครั้ง

2.    ฉากตาย  ใช้สำหรับหาเส้นฉากและทำมุม   45  องศา

       การบำรุงรักษา

1.      ทำความสะอาดแล้วเช็ดด้วยน้ำมันกันสนิมก่อนเก็บทุกครั้ง

2.      ไม่ควรนำฉากไปใช้ที่ไม่เหมาะสมกับงาน

3.      ระวังไม่ให้ฉากตกจากโต๊ะทำงาน

3.    ฉากเป็น   ใช้บอกหรือวัดมุมต่างๆ  ที่ไม่ใช่มุม  45  หรือ  90  องศาประกอบด้วยด้ามและใบบริเวณที่ต่อกัน  ส่วนใบจะมีร่อง  วิธีใช้จับด้ามให้สนิทกับงานต้านที่เรียบจะใช้มาก

ช่วยรับใบให้สนิทกับงานอีกด้านหนึ่งของมุมที่จะวัด  และนำไปเทียบองศาก็จะบอกมุมได้ตามต้องการ

        การบำรุงรักษา   หลังใช้งานเสร็จแล้วต้องทำความสะอาดและชโลมน้ำมันบางๆ บนส่วนที่เป็นโลหะ

4.   ฉากใหญ่  ใช้วัดขีดมุมฉาก  ตรวจฉากของการเข้าไม้ฉากเป็นเหล็กชิ้นเดียวกัน  ทำมุม  90  องศา  ขนาดหนา  1/8  นิ้วเท่ากันตลอด  ความยาวอาจเป็น   16  X   24  หรือ  18 X  24

         วิธีใช้  -    ใช้วัดขีดมุมฉาก  ให้วางฉากลงบนไม้  โดยให้ขอบแนบสนิทกับผิวไม้ด้านเรียบ  แล้วจึงขีดเส้นฉากตามต้องการบนอีกด้านหนึ่ง

                  -    ใช้ตรวจฉากของการเข้าไม้  โดยจับให้ฉากเข้ากับบริเวณที่เข้าไม้  ถ้าขนกับแนบชนิดแสดงว่า   การเข้าไม้ได้ฉากตามต้องการ  งานที่มักจะใช้ฉากใหญ่  คือ  งานชิ้นใหญ่   เช่น  ตู้  ฯลฯ

            การบำรุงรักษา  หลังจากใช้งานต้องทำความสะอาดและชโลมน้ำมันบางๆ

5.   ฉากรวม   เป็นฉากที่ใช้ตรวจมุมฉาก  และมุม  45  องศา  อาจมีระดับน้ำหรือเหล็กขีดเพื่อให้ใช้งานได้กว้างขวางขึ้น    ฉากประกอบด้วย   ส่วนหัวและใบ   ซึ่งถอดแยกกันได้  ส่วนหัวสามารถวิ่งไปบนร่องของใบได้ด้วย

             วิธีใช้  เนื่องจากช่วงระหว่างใบกับหัวจะเป็นมุม  90  องศา  และ  45  องศา  จึงสามารถใช้ฉากรวมนี้วัดมุมได้  ทั้งมุม  90  องศา  และ  45  องศานอกจากนี้ส่วนหัวเมื่อถอดออกจากใบแล้ว  สามารถวัดฉากของการเข้าไม่ได้อีกด้วย

                          การบำรุงรักษา    หลังจากใช้งานต้องทำความสะอาดและใช้ชโลมน้ำมันบางๆ  บนส่วนที่เป็นโลหะ

6.   ขอขีดไม้   ใช้ขีดทำแนวเพื่อการเลื่อย  ผ่า หรือทำรูเดือย ประกอบด้วยส่วนหัวและแขนยึดกันแน่นด้วยสลักหรือลิ่ม  ปลายของแขนข้างหนึ่งจะมีเข็มปลายแหลม

               วิธีใช้  คลายสลักหรือลิ่มออกแล้ววัดระยะห่างจากปลายเข็มกับด้ามของหัวที่อยู่ทางปลายเข็มให้ได้ขนาดตามต้องการแล้วล็อกให้แน่น จับขอขีดด้ามที่มีเข็มให้แนบสนิทกับไม้และกดดันไปข้างหน้าโดยให้ปลายเข็มขีดผิวไม้ตลอดเวลา

               การบำรุงรักษา  หลังใช้งานควรทำความสะอาดชโลมน้ำมันส่วนที่เป็นโลหะแล้วเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

วิชาโครงงานช่างไม้

รหัส ง.321-322

ชื่องาน

เครื่องมืองานไม้

แผนการสอนที่ 3

จำนวน   1   คาบ

 

                                             เครื่องมือตัด

1.      เลื่อยลันดา  ที่มีขายตามท้องตลาดแบ่งออกได้เป็น  2  อย่างดังนี้

1.1   เลื่อยลันดาชนิดตัด  ใช้ตัดขวางเสี้ยนไม้ปลายของฟันเลื่อยจะแหลม มีลักษณะ        

               เหมือนปลายมีดจำนวนฟันต่อนิ้วประมาณ 8-12 ฟัน ลักษณะการทำงานของฟันจะเหมือน                    

               มีดหลายๆเล่มเฉือนไม้เวลาตัดมุมเอียงกับไม้หรือวางที่จะตัดอย่างน้อย 45 องศา

1.2   เลื่อยลันดาชนิดโกรก ใช้เลื่อยหรือผ่าไม้ตามเสี้ยนไม้ จำนวนฟันต่อนิ้ว 5-8 ซี่

                เลื่อยชนิดนี้มีฟันห่าง องศาเอียงของฟันจะมากกว่าความยาวของใบเลื่อยมีตั้งแต่ 20-28 นิ้ว

                ขอบหน้าตัดของปลายฟันจะตั้งฉากกับใบเลื่อย

                            เลื่อยทุกชนิดจะต้องทำการคัดคลองเลื่อย คือคัดปลายฟันเลื่อยเอียงสลับกัน ให้

                กว้างกว่าความหนาของใบเลื่อย เพราะเวลาเลื่อยจะไม่ฝืดและติดไม้

การบำรุงรักษา

1.      ระวังคมเลื่อยจะโดนส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย

2.      เมื่อใช้แล้วทำความสะอาดทาน้ำมันกันสนิมด้วย

3.      หมั่นรักษาความคมของเลื่อย โดยใช้ตะไบสามเหลี่ยมและคัดคลองเลื่อยด้วยคีมคัดคลองเลื่อยตัดปากไม้หรือเลื่อยสันแข็ง เพราะสันหนารูปร่างคล้ายตัดแต่ฟันถี่และละเอียดกว่าความยาวของส่วนใบประมาณ 8-18 นิ้ว ใช้สำหรับงานละเอียดประณีต เช่น เข้าปากไม้ เข้าเดือย

2.   เลื่อยตัดปากไม้ หรือเลื่อยสันแข็ง เพราะสันหลังแข็งฟันถี่และละเอียดความยาวของใบ                      ประมาณ   8-18 นิ้ว  ใช้สำหรับงานละเอียด เช่น เข้าปากไม้ เข้าเดือย

3.  เลื่อนรอปากไม้ก็คือเลื่อยตัดปากไม้แต่ใบบางกว่าฟันละเอียดกว่า ด้ามจับคล้ายลิ่วความยาวของใบยาว 6-12 นิ้ว ใช้สำหรับรอปากไม้ในเวลาเข้าไม้ใช้เลื่อยแผ่นไม้บางๆเพื่อทำแบบจำลอง

4.      เลื่อยฉลุ คือเลื่อยอกขนาดเล็ก หน้าที่การทำงานเช่นเดียวกับเลื่อยอกแต่โครงเป็นโลหะใบเลื่อยเล็กใช้งานไม่ได้กว้างเท่าเลื่อยอก

วิธีใช้เลื่อยฉลุ

1.      ใส่ใบเลื่อยเข้ากับโครงเลื่อยโดยให้ฟันของเลื่อยออกด้านหน้าและคมของใบเลื่อยพุ่งลงข้างล่าง

2.      หมุนปรับใบเลื่อยให้ตึง(อย่าให้ตึงหรือหย่อนเกินไปจะทำให้ขาดง่าย)

3.      ขณะเลื่อยตัดงานควรบังคับโครงใบเลื่อยให้ตรงและเคลื่อนไหวช้าๆ

5.      เลื่อยอก ใช้ตัดผ่าไม้ โครงเลื่อยส่วนใหญ่จะเป็นไม้เช่นคันเลื่อย(รัดเกล้า) อกเลื่อยไม้มือจับส่วนที่เป็นเหล็กคือ สลักและใบเลื่อย ใบเลื่อยมีทั้งฟันตัดและฟันโกรก วางทำมุมกับเรือนเลื่อย 

วิธีใช้   การผ่าหรือโกรกไม้ควรใช้ทั้งสองมือ มือหนึ่งจับด้ามอีกมือหนึ่งจับใบ เพื่อคุมใบเลื่อย วางใบเลื่อยตั้งฉากกับไม้และฟันเลื่อยทำมุมกับไม้ 60 องศา ส่วนการตัดไม้อาจใช้มือเดียวจับด้ามให้ใบเลื่อยตั้งฉากกับไม้ ฟันเลื่อยทำมุมกับไม้ 45  องศา

การบำรุงรักษา  ก่อนใช้งานควรสำรวจเลื่อยและหลังใช้งานควรผ่อนความตึงของใบ ทำความสะอาดและชโลมน้ำมันส่วนที่เป็นโลหะ

6.      เลื่อยหางหนู  ใช้เลื่อยตัดส่วนโค้งวงกลมภายในมีด้ามและใบใบเลื่อยใหญ่ที่ส่วนด้ามและเรียวเล็กลงไปถึงปลายเลื่อย ฟันเลื่อยเป็นฟันชนิดโกรก

วิธีใช้  เนื่องจากปลายของเลื่อยเรียวเล็ก จึงใช้ในการตัดส่วนโค้งภายในแผ่นไม้ได้ง่าย

 วิธีเลื่อยเหมือนกับเลื่อยลันดาฟันโกรก

การบำรุงรักษา  หลังจากการใช้งานต้องทำความสะอาดและชโลมน้ำมันบางๆบนส่วน

ที่เป็นโลหะและไม่ควรเลื่อยไม้ที่หนาเกิน ½ นิ้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

วิชาโครงงานช่างไม้

รหัส ง.321-322

ชื่องาน

เครื่องมืองานไม้

แผนการสอนที่ 3

จำนวน   1   คาบ

 

เครื่องมือใส

1.      กบล้าง  กบล้างเป็นเครื่องมือเพื่อใสผิวของเนื้อไม้ให้ราบเรียบ ปกติไม้ที่แปรรูปจะเป็นแผ่นหรือเป็นท่อนก็ตาม ผิวยังหยาบเป็นขุยมีเสี้ยนและรอยฟันเลื่อยเมื่อจะนำมาใช้จึงต้องแต่งให้เรียบร้อยกบที่ใช้ในงานช่างไม้ได้แก่

1.1  กบล้างสั้น  เป็นกบล้างที่มีความยาว 6- 8  นิ้ว  ใช้ใสไม้ที่ขรุขระ  แอ่น  บิด ซึ่งกบชนิดอื่นไม่สามารถใสได้  ใบกบทำมุมกับใบกบ 45 องศา

 1.2 กบล้างยาว  ลักษณะคล้ายกบล้างสั้นแต่ตัวกบยาวกว่า  มีความยาว  16  -18  นิ้วมีมุมเอียงลาดราว  44 – 48 องศา  ใช้ล้างเเนวไม้ให้ตรง  ใช้ไสไม้ก่อนเพราะติดกัน

2 .    กบผิว  ใช้ไสตามหลังกบล้างเพื่อให้เรียบร้อย   ถ้านำกบผิวไปไสไม้ขณะที่ไม้ไม่เรียบ   

หน้ากบจะเสียใช้ไสผิวไม้ได้ระดับ แบ่งออกเป็นกบผิวสั้นและกบผิวยาว

2.1  กบผิวยาวคล้ายกบล้างยาวแต่ไม่มีฝาประกับ แต่มีเหล็กขนาด  1/8 นิ้วX ¾ นิ้ว บังหน้ากบเพื่อให้ใสไม้ได้เรียบมีความยาว 16-18 นิ้ว มีมุม 52-55 องศาในส่วนของไม้ที่เล็ก  มุม 56 – 60 องศา

              การบำรุงรักษา

1.      เวลาลับคมใบกบระวังใบกบโดนส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย

2.      ขณะใช้งานระวังอย่าให้กบหล่นลงพื้นเพราะอาจแตกหักเสียหายหรือโดนขาได้

3.      เมื่อใส่ใบกบไม่ควรตอกลิ่มมากเกินไป อาจเสียหาย และถอดยาก

4.      หลังใช้งานควรทำความสะอาดและทาน้ำมันที่ท้องกบ

3.      กบบังใบ ใช้สำหรับใสร่องบริเวณขอบไม้หรือบังใบ ตัวเรือนกบคล้ายกบล้างต่างกันที่ท้องกบจะไม่เรียบแต่เป็นสันสี่เหลี่ยมและใบกบโผล่กินเนื้อไม้จะอยู่ด้านนี้

       วิธีใช้   ใช้ไสไม้โดยกดให้สันท้องกบกินตามแนวไม้ที่ต้องการ

        การบำรุงรักษา  ก่อนใช้งานควรสำรวจให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้  หลังใช้ควรทำความสะอาด              ชโลมน้ำมัน

4.      กบราง  เป็นกบที่ใช้ทำรางร่องหรือลิ้น เพื่อการเพลาะหรือเข้าไม้ตัวเรือนกบแบ่งเป็น 2 ซีกโดยต่อกันด้วยไม้มือจับ ใบกบสามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งแบ่งใบกบออกเป็น 2 อย่างคือ  ใบกบทำลิ้นและใบกบทำราง  ลิ้นและรางจะมีขนาดเท่ากัน

วิธีใช้  ใช้ไสโดยให้ขอบกับด้านในของซีกที่โผล่ยาวออกมาจับขอบไม้ แล้วทำการใสซึ่งจะได้ร่องรางหรือลิ้นตามต้องการ

การบำรุงรักษา  สำรวจความคมของใบก่อนใช้งาน  หลังใช้งานทำความสะอาดชโลมน้ำมันบางๆบนใบกบ

5.      กบขูดหรือกบแต่ง  ใช้ใช้แต่งผิวไม้ที่เป็นส่วนโค้งให้เรียบ ซึ่งกบธรรมดาไม่อาจทำได้ กบประกอบด้วยโครงและแผ่นเหล็กขูด ซึ่งยึดกันด้วยสลักเกลียว

วิธีใช้  ใช้มือทั้งสองข้างจับมือกบให้แน่นแล้วทำการไสและขูดผิวงาน  อาจจะดึงเข้าหาตัวหรือดันออกไปข้างหน้าก็ได้

การบำรุงรักษา 

1.      การถอดประกอบควรใช้ค้อนไม้เท่านั้น

2.      หลังการใช้งานควรทำความสะอาดและชโลมน้ำมันบนส่วนที่เป็นโลหะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

วิชาโครงงานช่างไม้

รหัส ง.321-322

ชื่องาน

เครื่องมืองานไม้

แผนการสอนที่ 3

จำนวน   1   คาบ

 

เครื่องมือเจาะ

1.       สิ่วปากบางหรือสิ่วแต่ง  ใช้แต่งขูดผิวไม้หรือปากไม้ให้เรียบสิ่วประกอบด้วย

ใบและด้าม  ส่วนใบเป็นเหล็กกล้า  แบนและบางแต่มีความคมมาก

            วิธีใช้  ใช้มือข้างหนึ่งจับด้ามสิ่ว  ทำหน้าที่นำสิ่วไปข้างหน้า  อีกมือหนึ่งจับตอนปากกลิ่วเพื่อบังคับทิศทางของสิ่วไม่เฉออกจากแนวที่ต้องการ

            การบำรุงรักษา

1.      ก่อนใช้งานต้องสำรวจความคมของสิ่ว

2.      หลังใช้งานต้องทำความสะอาดและชโลมน้ำมันบาง    บนส่วนที่เป็นโลหะ

2.  สิ่วเจาะ  ใช้เจาะช่องรูเดือย  สิ่วประกอบด้วยด้ามและใบ  ตัวสิ่วมีความหนาแต่ความ

แต่ความกว้างและความคมน้อยกว่าสิ่วปากบางจึงต้องใช้ค้อนไม้ช่วย

            วิธีใช้  ใช้มือข้างหนึ่งจับด้ามมืออีกข้องหนึ่งจับคอนไม้ค่อยๆตอกให้สิ่วกินเนื้อไม้ทีละน้อยจนใกล้กับความลึกที่ต้องการแล้วแต่งร่องหรือรูอีกครั้งให้เรียบร้อย

            การบำรุงรักษา 

1.      ก่อนใช้ควรสำรวจความคมของสิ่ว

2.      หลังใช้งานต้องทำความสะอาด ชโลมน้ำมันบางๆบนส่วนที่เป็นโลหะ

3.  สิ่วเล็มมือ  ใช้สำหรับเจาะร่องหรือรูให้มีความโค้งหรือกลม แบ่งเป็น 2 ชนิด

คือคมในและคมนอก ใบสิ่วจะมีความโค้ง              

            วิธีใช้  ใช้มือจับด้ามสิ่ว จ่อคมสิ่วลงบนตำแหน่งที่ต้องการแล้วกดหรือดันให้สิ่วดันเนื้อไม้ตามความต้องการ

            การบำรุงรักษา

1.      ก่อนใช้งานต้องสำรวจความคมของสิ่วเสียก่อน

2.      หลังใช้งานต้องทำความสะอาดและชโลมด้วยน้ำมันบางๆบนส่วนที่เป็นโลหะ

4.  สว่านข้อเสือ  ใช้สำหรับเจาะรูเพื่อใส่น๊อต สกรู โดยประกอบกับดอกสว่าน

ดอกสว่านมีหลายขนาดและหลายลักษณะ ตัวดอกสว่านแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนก้านและส่วนเกลียวส่วนก้านจะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายเรียว ส่วนเกลียวจะมีหลายลักษณะใช้ในงานที่แตกต่างกัน

                        วิธีใช้  สอดก้านดอกสว่านลงในชัค (Chuck) แล้วหมุนให้Jaws บีบดอกสว่านให้แน่นใช้มือหนึ่งจับที่ Head อีกข้องหนึ่งจับที่ Handle แล้วจ่อดอกสว่านลงบนตำแหน่งที่ต้องการและกดHeadแล้วจึงหมุน Handleดอกสว่านจะกินเนื้อไม้

                        การบำรุงรักษา  หลังจากใช้งานควรทำความสะอาดและชโลมน้ำมันบางๆส่วนที่เป็นโลหะ

4.  สว่านเฟือง  ใช้สำหรับเจาะรูเพื่อใส่น๊อตสกรูโดยประกอบกับดอกสว่าน ดอกสว่านมีหลายขนาด แต่ไม่โตกว่า ¼ นิ้วก้านรูปทรงกระบอกเรียบ

วิธีใช้  ใช้มือหนึ่งจับHandle หรือSide handleอีกมือหนึ่งจับที่ Crankแล้วจ่อปลาย

ดอกสว่านลงบนตำแหน่งที่ต้องการแล้วกดมือที่จับHandleและหมุนมือที่Crank ดอกสว่านจะกินเนื้อไม้ตามต้องการ

                        การบำรุงรักษา

1.      ก่อนใช้ควรสำรวจสว่านและดอกสว่านทุกครั้ง

2.      หลังใช้ควรทำควรทำความสะอาดและชโลมนำมันบางๆบนส่วนที่เป็นโลหะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

วิชาโครงงานช่างไม้

รหัส ง.321-322

ชื่องาน

เครื่องมืองานไม้

แผนการสอนที่ 3

จำนวน   1   คาบ

 

เครื่องตอกและเครื่องมืออื่นๆ

1.      ค้อนหงอน  ส่วนประกอบของค้อนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนหัวและส่วนด้ามใช้สำหรับตอกและถอนตะปู ตอกสิ่ว ตอกไม้เวลาทำโครงร่าง ขนาดของหัวค้อนเรียกตามน้ำหนักของหัวค้อนเป็นปอนด์

2.      ค้อนไม้ สำหรับเคาะ คอก ชิ้นงานไม้หรือเคาะถอนใบกบ เคาะโลหะแผ่นให้เรียบและตอกสิ่วเจาะ

การบำรุงรักษา

1.      เมื่อใช้แล้วทำความสะอาดทาน้ำมันกันสนิม

2.      ปรับหน้าค้อนกับด้ามค้อนให้แน่นอยู่เสมอ

3.      อย่าใช้ค้อนผิดประเภท

4.      ดูแลหน้าค้อนให้เรียบ

3.      ปากกาจับไม้ติดโต๊ะ สำหรับจับไม้เวลา วัด กะ  ไส  โกรก ตัด

การบำรุงรักษา  ต้องทำความสะอาดและยอดน้ำมันกันสนิมอยู่เสมอ

4.      บุ้ง  สำหรับแต่งผิวไม้ แบ่งออกเป็นบุ้งท้องปลิงกับบุ้งกลม

การบำรุงรักษา  ไม่ควรให้เปียกน้ำ ถูกกรดด่างหรือน้ำมัน ควรทำความสะอาดด้วยแปรงปัดผงภายในร่องฟันก่อนเก็บ

5.      เหล็กส่งหัวตะปู  เป็นแท่งเหล็กยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ¼ นิ้ว มีหน้าที่สำหรับส่งหัวตะปูให้ลงไปต่ำกว่าระดับพื้น

6.      คีมปากนกแก้ว  ใช้ถอนตะปู  ตัดหัวตะปู  ตัดลวด

การบำรุงรักษา  ทาน้ำมันกันสนิมก่อนเก็บทุกครั้ง