การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ

  ความหมายของการจับประเด็น การจับประเด็นหมายถึง การจับข้อความสำคัญหรือใจความสำคัญของเรื่อง

  ความหมายของการสรุปความ

            การสรุปความ  คือ  การหยิบยกเอาความคิดหลักหรือประเด็นที่สำคัญของเรื่องมากล่าวย้ำให้เด่นชัด  โดยใช้ประโยคสั้นๆแล้วเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ

  มารยาทในการฟังและดู

            . มองสบตาผู้พูด  ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปที่อื่น  อันเป็นการแสดงว่าไม่สนใจเรื่องที่พูดและไม่เอาหนังสือไปอ่านขณะที่ฟังหรือดู

            . รักษาความสงบ ไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น  ไม่เอาของขบเคี้ยวเข้าไปทำลายสมาธิของผู้อื่น  การชมภาพยนตร์ควรปิดโทรศัพท์มือถือจะได้ไม่รบกวนความสุขของผู้อื่น  ไม่ควรพาเด็กเล็กๆไปในโรงภาพยนตร์หรือในที่ที่ต้องการความสงบ

            . แสดงกิริยาอาการที่เหมาะสม  วัยรุ่นไม่ควรนั่งเกี้ยวพาราสีกันในที่สาธารณชนที่ต้องการความสงบในการฟังและการดู  เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแล้วยังเป็นการแสดงกิริยาที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมของไทยอีกด้วย

            . ในการดูภาพไม่ควรขีดเขียนหรือฉีกภาพซึ่งแสดงถึงความไม่มีวัฒนธรรมที่ดีงาม

๔ หลักการฟังและดูเพื่อสรุปความและจับประเด็น

การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ เป็นทักษะเบื้องต้นที่ทุกคนจะต้องฝึกฝน  เราจะต้องติดตามฟัง ดูเรื่องราวโดยตลอด  ดังนั้นจึงต้องมีสมาธิในการฟังและสามารถแยกแยะได้ว่าข้อความใด

เป็นใจความสำคัญ และข้อความใดเป็นพลความ  ถ้าเราเข้าใจเรื่องราวได้โดยตลอดแล้วเราย่อมจดจำเรื่องราวที่ฟังและสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นฟังได้ด้วย

            ในการฟังแต่ละครั้ง  เราต้องจับประเด็นของเรื่องที่ฟังได้ คือ รู้ว่าผู้พูดต้องการสื่อสารอะไร เป็นประเด็นสำคัญ  และรู้จักว่าอะไรคือประเด็นรองซึ่งขยายประเด็นสำคัญ  การฟังเช่นนี้เป็นการฟังเพื่อจับใจความสำคัญและใจความรองและรายละเอียดของเรื่อง  มีวิธีการฟังดังนี้

            . ฟังเรื่องราวให้เข้าใจ  พยายามจับใจความสำคัญของเรื่องเป็นตอนๆ ว่าเรื่องอะไร  ใครทำอะไร  ที่ไหน  เมื่อไร  อย่างไร

            . ฟังเรื่องราวที่เป็นใจความสำคัญแล้วหารายละเอียดของเรื่องที่เป็นลักษณะปลีกย่อยของใจความสำคัญ  หรือที่เป็นส่วนขยายใจความสำคัญ

            .สรุปความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสำคัญอย่างครบถ้วน

                        วิธีการสรุปความจากการฟังนั้น  เราจะต้องค้นหาให้พบว่าสารใดเป็นความคิดสำคัญในเรื่องนั้นๆ  แล้วสรุปไว้เฉพาะใจความสำคัญ  โดยเขียนชื่อเรื่อง  ผู้พูด  โอกาสที่ฟัง  วัน  เวลา  และสถานที่ที่ได้ฟังหรือดูไว้เป็นหลักฐานเครื่องเตือนความทรงจำต่อไป

การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ  เป็นการฟังในชีวิตประจำวันเพื่อให้ได้สาระสำคัญของเรื่องที่ฟัง  เช่น  ฟังการสนทนา  ฟังเรื่องราวข้อมูลข่าวสารต่างๆ  ฟังโทรศัพท์  ฟังประกาศ  ฟังการบรรยาย  ฟังการอภิปราย  ฟังการเล่าเรื่อง  เป็นต้น

วิธีสรุปความตามลำดับขั้น

. ขั้น อ่าน  ฟัง  และดู

            - อ่าน  ฟังและดูให้เข้าใจอย่างน้อย    เที่ยว  เพื่อให้ได้แนวคิดที่สำคัญ

. ขั้นคิด

            - คิดเป็นคำถามว่าอะไรเป็นจุดสำคัญของเรื่อง

- คิดต่อไปว่า  จุดสำคัญของเรื่องมีความสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง  จดสิ่งนั้นๆไว้เป็นข้อความสั้นๆ

-คิดวิธีที่จะเขียนสรุปความให้กะทัดรัดและชัดเจน

. ขั้นเขียน

- เขียนร่างข้อความสั้นๆที่จดไว้

- ขัดเกลาและตบแต่งร่างข้อความที่สรุปให้เป็นภาษาที่ดีสื่อความหมายได้แจ่มแจ้งชัดเจน

ตัวอย่างการสรุปความ

เรื่อง  เราคือบทเรียนของเด็ก

            การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต  ทุกคนเกิดมาจะโง่  จะฉลาด  จะดีจะชั่วขึ้นอยู่กับการศึกษา  พ่อแม่

ทุกคนปรารถนาจะให้บุตรหลานของตนเป็นคนดี  จนถึงกับยอมทนลำบากตรากตรำทำการงานหาทรัพย์สินเงินทองมาเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน  นับว่าเป็นหน้าที่และสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องในการเสียสละนั้น

            แต่ยังมีสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตเด็ก  ก็คือบทเรียนอันเป็นจริยศึกษาซึ่งเกิดจากการปฏิบัติตัวของพ่อแม่ผู้ปกครองของเด้ก นั่นคือการประพฤติปฏิบัติดีงาม  เพราะสิ่งที่เด็กได้ยินได้ฟัง  ได้รู้ได้เห็นจากพ่อแม่ผู้ปกครองของตน  เช่นการพูดจาไพเราะ  การงานเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนอย่างสำคัญ  ที่จะซึมซาบเข้าไปในจิตใจของเด็กดียิ่งกว่าหนังสือบทเรียนอื่นๆ  นั้นเป็นการให้การศึกษาที่มีค่ายิ่ง  เป็นการปลูกสร้างนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก

            ถ้าพ่อแม่  ผู้ปกครองเป็นคนดี  มีนิสัยดี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีเมตตา  มีความยุติธรรม  มีความรัก  ความสามัคคีในครอบครัว  เป็นแบบอย่างที่ดี  ก็จะทำให้เด็กเอาอย่างในทางดี  เป็นคนดีของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง  สมความปรารถนาทุกประการ

ถ้าปรารถนาดี  หวังดีต่อบุตรหลาน  อย่าเพียงแต่จะให้ทุนการศึกษาอย่างเดียว  ต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี  เป็นบทเรียนที่มีค่าของบุตรหลานด้วย  แล้วความปรารถนาของเราก็จะสมหวัง

                                                                                จาก  “แสงธรรม”  ของมูลนิธิ  ...

การสรุปความ

. ขั้นอ่าน  ฟัง และ คิด      จับแนวคิดได้ดังนี้

“ พ่อแม่ หาเงินทองมาให้ลูกเรียนอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกด้วยจึงจะนับว่าได้ให้การศึกษาที่ถูกต้องแก่ลูก”

. ขั้นเขียน

            .  ข้อความที่จดไว้ช่วยจำ 

“การศึกษา  เรื่องสำคัญ – คนจะดีจะชั่ว  โง่ ฉลาดเพราะการศึกษา  พ่อแม่หาเงินมาให้ลูกเรียนเสียสละควรยกย่อง  สิ่งที่มีค่าต่อเด็ก – บทเรียนจริยศึกษา  คุณธรรม  การปฏิบัติตนดีงาม เป็นตัวอย่างที่ดี   รักลูกต้องทำให้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย”

.  ข้อความที่สรุปแล้ว

“การศึกษามีความสำคัญต่อชีวิตเด็ก  เพราะสามารถทำให้เด็กฉลาดและเป็นคนดีได้ พ่อแม่ที่รักลูก  อยากให้ลุกเป็นคนดีนั้น ไม่ควรจะพอใจเพียงการทำหน้าที่หาเงินมาให้ลูกเรียนเท่านั้น  แต่ควรคำนึงถึงบทเรียน

จริยศึกษาอันมีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตของเด็ก  อันได้แก่การที่พ่อแม่เป็นผู้มีคุณธรรมและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในทางที่ดีงามแก่ลูกด้วย”

 

ข้อทดสอบความรู้

เรื่อง  การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ

คำสั่ง    ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง

. ประเด็นหมายถึงอะไร  (  คะแนน)

………………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………………

. การสรุปความหมายถึงอะไร  (  คะแนน)

………………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………………..

.นักเรียนมีขั้นตอนการสรุปความเรื่องที่ฟังอย่างไรบ้าง  อธิบายให้เข้าใจ  (  คะแนน)

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………………...  การจับประเด็นและสรุปความมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง  (  คะแนน)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

วิชาภาษาไทย 

รหัส ท ๓๒๑๒

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 

ใบความรู้

เรื่อง  การเขียนแสดงความคิดเห็น

ใช้ประกอบแผนการสอน 

ที่…….

ผู้สอน  นางส่งศรี  อามาตย์

 

. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง     เขียนแสดงความคิดเห็นได้

. จุดประสงค์การเรียนรู้

            . ด้านความรู้

-          บอกความหมายของการเขียนแสดงความคิดเห็นได้

-          บอกหลักการเขียนแสดงความคิดเห็นได้

            . ด้านทักษะ

                        - เขียนแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่สนใจได้

            . ด้านคุณธรรม จริยธรรม

                        -    แสดงความคิดเห็นโดยปราศจากอคติ

-    ทำงานสะอาดเรียบร้อยและส่งทันเวลา

. เนื้อหา

.  ความหมายของการเขียนแสดงความคิดเห็น

การเขียนแสดงความคิดเห็นคือ  การเขียนที่ประกอบด้วยข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงกับการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ความคิดเห็นควรจะมีเหตุผลและเป็นไปในทางสร้างสรรค์

            การเขียนแสดงความคิดเห็นมักปรากฏในรูปของบทความตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ  เช่น  หนังสือพิมพ์  วารสาร  นิตยสาร  เป็นต้น

.  หลักการเขียนแสดงความคิดเห็น

            ..  การเลือกเรื่อง  ผู้เขียนควรเลือกเรื่องที่เป็นที่สนใจของสังคมหรือเป็นเรื่องที่ทันสมัย  อาจเกี่ยวกับเหตุการทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม  ศาสนา  ศิลปะ  วิทยาศาสตร์ หรือข่าวเหตุการประจำวัน  ทั้งนี้ผู้เขียนต้องมีความรู้และเข้าใจเรื่องที่ตนจะแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี  เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างลึกซึ้ง

            ..  การให้ข้อเท็จจริง  ข้อมูลที่เลือกมานั้นจะต้องมีรายละเอียดต่างๆ  เช่น  ที่มาของเรื่อง  ความสำคัญ  และเหตุการณ์เป็นต้น

            ..  การแสดงความคิดเห็น  ผู้เขียนอาจแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องได้    ลักษณะดังนี้คือ

                        ) การแสดงความคิดเห็นเพื่อตั้งข้อสังเกต  เช่น  การเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ต  ความนิยมรับประทานอาหารเสริมสุขภาพ

                        ) การแสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริง  เช่นหัวข้อเรื่อง  การจัดระเบียบสังคมของร้อยตำรวจเอกปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์   การปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาดของนายกทักษิณ  ชินวัตร

                        ) การแสดงความคิดเห็นเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริง เช่น  หัวข้อเรื่อง  การกินยาลดความอ้วนของวัยรุ่น  การเปิดเสรีการค้าน้ำเมาของภูมิปัญญาชาวบ้าน

                        ) การแสดงความคิดเห็นเพื่อประเมินค่า  เช่นหัวข้อเรื่อง  การวิจารณ์เรื่องสั้น ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือรางวัลซีไรต์

            ..๔ การเรียบเรียง

                        ) การตั้งชื่อ  ควรตั้งชื่อเรื่องให้เร้าความสนใจผู้อ่าน  และสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะเขียน  เพราะชื่อเรื่องเป็นส่วนที่ผู้อ่านจะต้องอ่านเป็นอันดับแรกและเป็นการบอกขอบเขตของเรื่องด้วย

                        ) การเปิดเรื่อง  ใช้หลักการเขียนเช่นเดียวกันกับคำนำ  และควรเปิดเรื่องให้น่าสนใจ  ชวนให้ผู้อ่านติดตามเรื่องต่อไป

                        ) การลำดับ  ควรลำดับเรื่องให้มีความต่อเนื่องสอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจนจบไม่ควรเขียนวกไปวนมา  เพราะผู้อ่านอาจเกิดความสับสนจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริงและส่วนใดเป็นการแสดงความคิดเห็น

                        ) การเปิดเรื่อง  ใช้หลักการเช่นเดียวกับการเขียนสรุปและควรปิดเรื่องให้ผู้อ่านประทับใจ

            ..๕ การใช้ภาษา  ควรใช้ภาษาอย่างสละสลวย  ชัดเจน  ไม่เยิ่นเย้อ  มีการใช้สำนวนโวหารอย่างเหมาะสมกับเรื่อง  นอกจากนั้นยังต้องใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้ตรงตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน  ทั้งนี้พึงหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์รุนแรง  ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายหลัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………………………………………………………………………………………………………

การพนันเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะ

            โจรปล้น  ๑๐  ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว ไฟไหม้บ้าน  ๑๐  ครั้ง  ก็ยังไม่เท่ากับการตกเป็นทาสของผีพนัน  เพราะการพนันสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้หมดแม้กระทั่งชีวิตของคน

            บ้านเมืองของเราขณะนี้  ประชาชนส่วนใหญ่ลุ่มหลงการพนันเล่นกันงอมแงม  แม้แต่ฝันก็ยังนำมาตีเป็นตัวเลขหรือที่เรียกว่า  “หวย”  ซึ่งขณะนี้รับรองให้เป็น  การพนันที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  นอกจากนี้ยังมี  สลากกินแบ่งรัฐบาล  มีจำหน่ายทั่วประเทศ  หาซื้อกันได้ง่ายตลอดทั้งเดือน  วันเสาร์  อาทิตย์  เล่นม้า  การพนันประเภทผิดกฎหมาย  ก็ลอกลอบเล่นกันดาษดื่นทั้งวันทั้งคืน  บางแห่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือนักการเมืองคอยคุ้มกันให้  เมื่อประชาชนยังมัวเมาในการพนันเช่นนี้ก็ไม่มีเวลาที่จะไปสร้างสรรค์ให้สังคมดีขึ้น  ผลผลิตส่วนรวมมีแต่ลง  เศรษฐกิจมีแต่ทรุด  การพนันนอกจากจะสิ้นเปลืองเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว  เมื่อเล่นได้ก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย  เมื่อเสียก็อยากจะแก้มือ  เมื่อหมดเนื้อหมดตัว  ก็เที่ยวมองหาทรัพย์สินที่จะหยิบฉวยได้ง่ายไม่ว่าจะผิดกฎหมายหมายหรือไม่ก็ตาม  อันเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมทางหนึ่ง  บางรายมรที่ดิน  เรือกสวนไร่นา  ก็นำไปจำนองหรือขายฝาก  เพื่อให้ได้เงินมาเล่นการพนันหรือแก้ตัวเมื่อเสีย  ในที่สุดกรรมสิทธิ์ก็ต้องเปลี่ยนมือไป เพราะไม่มีทางไถ่ถอนคืน

            ถ้าหากรัฐบาลไม่มีนโยบายมอมเมาประชาชน  รัฐบาลควรรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้  อย่าปล่อยให้เรื้อรัง  มิฉะนั้นจะเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกมอมเมาด้วยการพนันขณะที่อยู่ในความปกครองของชาติอื่น  เมื่อประเทศได้รับเอกราช  เขาก็ไม่สามารถปกครองตนเองได้  เราเห็นด้วยกับการลดวันออกรางวัลสลากกินแบ่ง  เราเห็นด้วยกับการลดและจำนวนวันในการแข่งม้า  การที่จะให้การพนันลดน้อยถอยลง  แต่เราจะรอให้เจ้าหน้าบ้านเมืองปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้  ต้องอาศัยความร่วมมือจากพวกเราอย่างน้อยตัวเราเองควรเลิกเล่นการพนัน  เอาเวลาที่เสียไปในการเล่นการพนันมาทำประโยชน์ให้สังคม  ประเทศชาติ  หากพี่น้อง  ญาติมิตร  หรือลูกหลานของท่านยังมัวเมาในการพนัน  โปรดช่วยกันเตือนเขาเพื่อให้เศรษฐกิจในครอบครัวและบ้านเมืองเรามั่นคงและดีขึ้น  และช่วยบอกต่อๆกันไปว่า  ไม่มีใครร่ำรวยหรือตั้งตัวได้จากการพนัน  นอกจากเจ้ามือ 

            ในท้ายที่สุดนี้ขอฝากข้อคิดไว้สักนิดว่า  “โปรดอย่าเล่นการพนัน  มิฉะนั้นจะพบแต่ความหายนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิชาภาษาไทย 

รหัส ท ๓๒๑๒

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 

ใบความรู้

เรื่อง  การเขียนรายงาน

ใช้ประกอบแผนการสอน 

ที่…….

ผู้สอน  นางส่งศรี  อามาตย์

 

. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง     สามารถเขียนรายงานได้

. จุดประสงค์การเรียนรู้

            . ด้านความรู้

-          บอกความหมายของการเขียนรายงานได้

-          บอกส่วนประกอบของรายงานได้

-          บอกขั้นตอนการเขียนรายงานได้

-          บอกวิธีการอ้างอิงและเขียนบรรณานุกรมได้

            . ด้านทักษะ

                        -    เขียนรายงานเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทยได้ถูกต้องตามรูปแบบของการเขียนรายงาน

            . ด้านคุณธรรม จริยธรรม

                        -    ให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่มและส่งงานทันเวลาที่กำหนด

. เนื้อหา

    .ความหมายของการเขียนรายงานได้

การเขียนรายงานคือ  การเขียนเรื่องทางวิชาการที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดีและเรียบเรียงอย่างมีระเบียบแบบแผน  ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องที่ศึกษาดียิ่งขึ้น

     .ส่วนประกอบของรายงาน         รายงานมีส่วนประกอบดังนี้

                ..  ส่วนประกอบตอนต้น

-   ปกนอก  ปกนอกควรมีรายละเอียดต่างๆ  ครบถ้วน  เป็นต้นว่า  ชื่อเรื่อง  ชื่อผู้เขียนรายงาน  ชื่ออาจารย์ผู้สอน  ชื่อวิชา  ชื่อสถาบัน  ภาคการศึกษาและปีการศึกษาเช่น

หัตถกรรมพื้นบ้าน

โดย

นายสมชัย  บุญส่งเสริม  ชั้น  .  /

เสนอ

อาจารย์ธรรมรัตน์  งามจิตต์เอื้อ

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา

ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๔๖

โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี

 

 
                                           

 

 

 

 

 

 

 

 

-  ใบรองปก  เป็นกระดาษเปล่า    แผ่นคั่นอยู่ระหว่างปกนอกและปกใน

-  ปกใน  ปกในจะต้องมีรายละเอียดเหมือนกับปกนอกทุกประการ

-   คำนำ  เป็นการกล่าวถึงเนื้อหาโดยสรุปของรายงานเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของรายงานในเบื้องต้น  คำนำที่ดีไม่ควรจะออกตัวหรือแก้ตัว  เช่น  “ผู้เขียนไม่สันทัดหัวข้อรายงานเรื่องนี้”  “ผู้เขียนมีข้อจำกัดต่างๆในการทำรายงานเรื่องนี้” เป็นต้น

-   สารบัญ  เป็นการเรียงลำดับหัวข้อที่ปรากฏในรายงาน  และมีการบอกเลขหน้ากำกับ

   ..  ส่วนเนื้อหา

-   บทนำ เป็นส่วนที่กล่าวถึงหัวข้อของรายงาน  เหตุผลและวัตถุประสงค์ในการทำงาน  ตลอด

การกำหนดขอบเขตของเรื่องที่เขียน และวิธีการศึกษาค้นคว้า

-     เนื้อหา  เป็นส่วนสำคัญที่สุดของรายงาน  เนื่องจากเป็นการให้รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับหัว

ข้อที่ศึกษา  หากเป็นรายงานที่มีขนาดยาวควรแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทย่อยๆเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย

-          สรุป  เป็นการสรุปผลการศึกษาค้นคว้า  และอาจมีการอภิปรายหรือเพิ่มเติมข้อเสนอแนะใน

การศึกษาเรื่องนั้น ๆ ต่อไป

     ..   ส่วนประกอบตอนท้าย

-          บรรณานุกรม  หมายถึง  รายชื่อหนังสือ  เอกสาร  โสตทัศนวัสดุ  เช่น  แถบบันทึกเสียง  

แถบบันทึกภาพ   หรือแหล่งอ้างอิงข้อมูลอื่นๆ  เป็นต้นว่า  อินเทอร์เน็ต  และการสัมภาษณ์  ที่ผู้เขียนใช้ศึกษาเป็นข้อมูลในการทำรายงาน  ซึ่งผู้เขียนรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้

                        -  ภาคผนวก  หมายถึง  เนื้อหาหรือข้อมูลที่ไม่ได้เป็นเนื้อหาของรายงานโดยตรงแต่เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ศึกษาซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน

      .  ขั้นตอนการเขียนรายงาน

              ..  การกำหนดเรื่องและขอบเขตของเนื้อหา

                         เรื่องที่จะทำรายงานอาจเป็นเรื่องที่มีการกำหนดให้หรือเรื่องที่กำหนดหัวข้อเอง  หากผู้เขียนต้องกำหนดเรื่องเองควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆต่อไปนี้

. ความสำคัญหรือความน่าสนใจของเรื่อง  เรื่องที่จะทำรายงานควรเป็นเรื่องที่มีประเด็นน่าสนใจและน่าติดตาม

            . ความสนใจและความถนัดของผู้เขียน  เรื่องที่จะทำรายงานควรเป็นเรื่องที่ผู้เขียนมีความสนใจและถนัด  เพราะจะช่วยให้ผู้เขียนเกิดความกระตือรือร้นในการทำรายงานและสามารถศึกษาค้นคว้าได้อย่างมีประสิทธิผล      

            . แหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษา  เรื่องที่จะทำรายงานควรมีแหล่งข้อมูลและข้อมูลมากเพียงพอที่จะศึกษาได้

. ขอบเขตของเรื่อง  ผู้เขียนควรกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาให้เหมาะสมกับเวลาที่ใช้ในการทำรายงานและความสามารถของผู้เขียน

 

  ..  การสำรวจแหล่งข้อมูล

              ข้อมูลที่ใช้ในการทำรายงานนั้น  แบ่งออกเป็น    ประเภท คือ

            . ข้อมูลจากเอกสารหรือหลักฐานต่างๆ  เป็นข้อมูลที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น  หนังสือ  บทความ  วิทยานิพนธ์  รายงาน  หนังสืออ้างอิง  วารสาร  นิตยสาร  จารึกและจดหมายเหตุ  เป็นต้น

            . ข้อมูลภาคสนาม  เป็นข้อมูลที่ผู้เขียนรายงานรวบรวมขึ้นจากการสำรวจ  การสังเกต  การสัมภาษณ์  แบบสอบถาม  หรือการทดลอง

     ..  การรวบรวมข้อมูล

                เมื่อผู้เขียนได้สำรวจข้อมูลที่จะศึกษาแล้ว  ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจัดระเบียบข้อมูลหรือแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่มต่างๆ  เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป  วิธีการจัดระเบียบข้อมูลที่เป็นที่นิยมวิธีหนึ่ง  คือ  การทำบัตรบันทึกข้อมูล  ซึ่งมักมีรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่บันทึก  แหล่งที่มาของข้อมูล  แหล่งค้นคว้า  และการสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน  ทั้งนี้ควรบันทึกข้อมูลเพียง    หัวข้อ  ต่อบัตรบันทึกข้อมูล    แผ่น

ตัวอย่างบัตรบันทึกข้อมูล

สำนวน  “ปลูกฝัง”

ขุนวิจิตร (สง่า  กาญจนานาคพันธุ์). สำนวนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร :ดวงกมล,  ๒๕๔๑. หน้า  ๓๒๗ - ๓๒๘.

            สำนวน  “ปลูกฝัง”  หมายถึง  ทำให้เป็นหลักฐานมั่นคง  มีที่มาจากพิธีฝังรกของทารกแรกเกิด  แล้วปลูกต้นมะพร้าวไว้ข้างๆ ที่ฝังหม้อรก  และพ่อแม่มักจะยกที่ดินบริเวณนั้นให้ลูกคนนั้นปลูกเรื่อนหอเมื่อเติบใหญ่

                                           (ที่มา  : หอสมุดพระราชังสนามจันทร์   มหาวิทยาลัยศิลปากร)

 
 


                  

 

 

 

 

 

 

      ..๔ การวิเคราะห์ข้อมูล

                              ขั้นตอนนี้เป็นการทำความเข้าใจข้อมูลและตีความข้อมูลที่ศึกษา  หากเป็นข้อมูลที่เป็นความคิดเห็น  ผู้เขียนรายงานต้องอภิปรายว่า  เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนั้นๆ  หากเป็นข้อมูลภาคสนามผู้เขียนรายงานอาจใช้วิธีการทางสถิติร่วมด้วย

                  ..๕ การเรียบเรียงเนื้อหาของรายงาน

                             ผู้เขียนรายงานควรเรียบเรียงรายงานไปตามส่วนประกอบของรายงาน  คือ  ส่วนประกอบตอนต้น  ส่วนเนื้อหา  และ ส่วนประกอบตอนท้าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนเนื้อหานั้น  ผู้เขียนจะต้องนำข้อมูลที่จัดระเบียบ  วิเคราะห์  และตีความแล้ว  มาเรียบเรียงให้เป็นลำดับขั้นตอน  ทั้งนี้การเขียนรายงานที่ดีไม่ควรนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเรียงต่อกัน  แต่ควรเขียนด้วยสำนวนภาษาของตนเอง ให้ชัดเจน  ตรงไปตรงมาและต้องใช้ภาษาเขียนที่เป็นแบบแผนหรือเป็นภาษาระดับทางการ

            .    การอ้างอิงและบรรณานุกรม

                        การอ้างอิง  คือ  การบอกแหล่งที่มาของข้อมูล  เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสอบทานข้อเท็จจริงหรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไปสะดวก  การบอกแหล่งที่มาของข้อมูลถือเป็นการให้เกียรติเจ้าของข้อมูลซึ่งเป็นมารยาทที่ดีทางวิชาการ  นอกจากนี้การอ้างอิงข้อมูลของผู้อื่นซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาหรือผลการศึกษาของผู้เขียนรายงานยังมีส่วนช่วยให้รายงานน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นอีกด้วย

                        การอ้างอิงที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นควรเรียนรู้  ได้แก่  การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาหรือระบบนาม – ปี  ดังนี้

                        การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาหรือระบบนาม – ปี  ทำได้โดยเขียนข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างอิง  ได้แก่  ชื่อผู้แต่ง  ปีที่พิมพ์  และเลขหน้าที่อ้างอิงจากเอกสารนั้น  ไว้ในเครื่องหมายนขลิขิตหรือวงเล็บต่อจากข้อความที่อ้างอิง  เช่น

การเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตรามีการเปลี่ยนไปเป็นแบบพระราชพิธีซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินตามโอกาสต่างๆ  และมีลักษณะเป็นธรรมเนียมในราชสำนักสืบมาจนถึงปัจจุบัน  เช่น  การเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชกุศล  พระราชทานผ้าพระกฐิน  เป็นต้น  (ก่องแก้ว  วีระประจักษ์)

 
           

                       

 

 

 

                        บรรณานุกรม   คือ รายชื่อหนังสือหรือเอกสารอ้างอิงที่นำมาใช้เป็นข้อมูลในการเขียนงานทางวิชาการ  การเขียนบรรณานุกรมจะต้องจัดลำดับของหนังสือหรือเอกสาร  โดยเรียงตามลำดับอักษรชื่อผู้แต่งตามลำดับอักษรในพจนานุกรม

            การเขียนบรรณานุกรมสำหรับหนังสือทั่วไปมีรูปแบบ  ดังนี้

ชื่อผู้แต่ง.  ชื่อหนังสือ.  ครั้งที่พิมพ์.   เมืองที่พิมพ์  : สำนักพิมพ์,  ปีที่พิมพ์.

 
         

 

เช่น

บรรเจิด  อินทุจันทร์ .  ราชสกุลพระบรมราชวงศ์จักรี.  กรุงเทพมหานคร  : คุรุสภา,๒๕๓๙.

 

 
 

 


การเขียนบรรณานุกรมสำหรับบทความในวารสารภาษาไทยมีรูปแบบดังนี้

ชื่อผู้แต่ง.  “ชื่อบทความ”.  ชื่อวารสาร  ปีที่  ,  ฉบับที่  (วัน  เดือน  ปี  ) :  หมายเลขหน้า.

 
 

 


            สมชาย  สำเนียงงาม.  “การเลือกใช้คำสรรพนามในภาษาไทยกับแนวคิดเรื่องความสุภาพของบราวน์เลวินสัน  อักษรศาสตร์  ๒๓.    (ธันวาคม  ๒๕๔๓  -  พฤษภาคม  ๒๕๔๕)  :  ๒๒๐  -  ๒๔๒.

 

 
เช่น

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิชาภาษาไทย 

รหัส ท ๓๒๑๒

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 

ใบความรู้

เรื่อง  การพูดเชิญชวนและพูดในโอกาสต่างๆ

ใช้ประกอบแผนการสอน 

ที่…….

ผู้สอน  นางส่งศรี  อามาตย์

 

. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง     สามารถพูดเชิญชวนและพูดในโอกาสต่างๆได้โดยใช้ภาษาถูกต้องชัดเจนและเหมาะสม

. จุดประสงค์การเรียนรู้

            . ด้านความรู้

-          บอกความหมายของการพูดเชิญชวนได้

-          บอกแนวทางการพูดเชิญชวนเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังได้

-          แนะนำวิธีการแนะนำตนเอง  การพูดทางโทรศัพท์  การเล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ต่างๆได้

            . ด้านทักษะ

-          พูดเชิญชวนโดยใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและมีมารยาทในการพูด

-          พูดแนะนำตนเอง พูดทางโทรศัพท์  เล่าเรื่องหรือเหตุการณ์โดยใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและมีมารยาทในการพูด

. ด้านคุณธรรม จริยธรรม

                        -    ความรับผิดชอบในการเตรียมเนื้อหาที่จะพูด

. เนื้อหา

การพูดเชิญชวน

.  ความหมายของการพูดเชิญชวน

            การพูดเชิญชวนเป็นการพูดลักษณะหนึ่งของการพูดจูงใจ  มีจุดมุ่งหมายหลักที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ฟังให้เป็นไปตามแนวทางของผู้พูด  การพูดลักษณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ศิลปะการพูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟัง

.  ประเภทของการพูดเชิญชวน

            . การพูดเชิญชวนให้ร่วมปฏิบัติทางสังคม

            . การเชิญชวนให้ใช้บริการต่างๆ  ซึ่งมักปรากฏในรูปแบบของการโฆษณา

            .  การเชิญชวนให้เปลี่ยนความคิดทั้งทัศนคติ

.  แนวทางสำคัญของการพูดเชิญชวน

            การพูดเชิญชวนจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้พูดจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการพูด  ดังนี้

            . ผู้พูดควรตระหนักถึงหลักการพูดเชิญชวน  เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ  มีความต้องการที่จะฟังเรื่องราวต่อไปจนเกิดความพึงพอใจเห็นจริงตามที่พูด  ทั้งนี้เพราะผู้พูดได้นำเสนอเรื่องราวอย่างมีเหตุผล  มีการสร้างมดนภาพให้แก่ผู้ฟังด้วยการยกตัวอย่างหรือใช้สื่อประกอบการพูดจนผู้ฟังเห็นจริง

            .  ผู้พูดที่ดีต้องเตรียมความพร้อมที่จะพูดโดยศึกษาเรื่องราวอย่างละเอียด  แสดงเรื่องราวที่พูด  ความหมายของสารที่ต้องการจะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างกระจ่างชัด  แสดงเหตุผลในการเชิญชวนได้อย่างถูกต้องน่าฟังและมีน้ำหนัก  เพื่อให้ผู้ฟังตระหนักถึงความจริงและความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามคำเชิญชวนนั้น

            . ผู้พูดต้องใช้น้ำเสียงและแสดงความรู้สึกที่แท้จริง  มีความกระตืรือร้นที่จะพูดพร้อมทั้งใช้ท่าทางและสายตาประกอบอย่างเหมาะสม

            .  การพูดเชิญชวนที่ดีต้องคำนึงถึงความถูกต้อง  เป็นการเชิญชวนให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมิใช่เป็นการเชิญชวนในสิ่งที่ผิด  ในขณะเดียวกันผู้พูดต้องให้เกียรติผู้ฟัง  โดยเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้เลือกตัดสินใจเชื่อและคล้อยตาม  มิใช่เป็นการบังคับผู้ฟัง

            .  ผู้พูดต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับผู้ฟัง  ได้แก่  อายุ  เพศ  ฐานะ ทางเศรษฐกิจ  การศึกษา  การนับถือศาสนา  และความสนใจเป็นต้น  การทำความเข้าใจผู้ฟังย่อมมีผลดีต่อการนำเสนอความคิดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ และคล้อยตามประเด็นที่เชิญชวนโดยคำนึงถึงหลักสำคัญว่า บุคคลทั่วไปย่อมพึงพอใจที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพต่างๆ  เพื่อให้เกิดผลดีต่อตนเองและต้องการได้รับการยกย่องจากสังคม

            . ผู้พูดที่ดีต้องแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล  มีความรู้กว้างขวาง  นำกลวิธีการพูดลักษณะต่างๆให้ผู้ฟังสนใจ  เช่น  นำเรื่องที่ทำให้ผู้ฟังอยากรู้อยากเห็น  นำเรื่องแปลกหรือใช้การวิพากษ์วิจารณ์มาประกอบ  เป็นต้น

            . พูดตามลำดับขั้นตอน  โดยพิจารณาหัวข้อที่จะใช้พูดเชิญชวน  กำหนดวัตถุประสงค์การพูด  ค้นคว้าความรู้ประกอบ  เลือกวิธีการพูด  เลือกเหตุการณ์ประกอบการพูดให้เหมาะสม

            .  ผู้พูดที่ดีต้องเตรียมพร้อมเสมอว่า  ผู้ฟังจะมีความเห็นด้วยกับผู้พูดหรือมีความเห็นเป็นกลาง  ไม่แน่ใจ  หรือมีความเห็นไม้เห็นด้วย  เพื่อที่จะศึกษาถึงสาเหตุและนำมาเป็นแนวทางในการพูดต่อไป

            . การพูดจูงใจสามารถพูดได้ในประเด็นต่างๆ  เช่น  พูดเกี่ยวกับสุขภาพ  สวัสดิภาพในสังคม  เสรีภาพ ขนบธรรมเนียมประเพณี  และเกี่ยวกับเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การพูดในโอกาสต่างๆ

.การพูดแนะนำตนเอง

            การพูดแนะนำตนเป็นการพูดที่แทรกอยู่กับการพูดลักษณะต่าง ๆ เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้ฟังมีความรู้เกี่ยวกับผู้พูด การแนะนำตนจะให้รายละเอียดแตกต่างกันไปตามลักษณะการพูดแต่ละประเภทซึ่งสามารถสรุป ได้ดังนี้

            .๑ การพูดแนะนำตนในกลุ่มของนักเรียน เป็นการพูดที่มีจุดประสงค์เพื่อทำความรู้จักกันในหมู่เพื่อน หรือแนะนำตัวในขณะทำกิจกรรม ควรระบุรายละเอียดสำคัญ คือ

                        . ชื่อและนามสกุล

                        . รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา

                        . ที่อยู่ปัจจุบัน และภูมิลำเนาเดิม

                        . ความสามารถพิเศษ

                        . กิจกรรมที่สนใจ และต้องการมีส่วนร่วมปฏิบัติกิจกรรม

            .๒ การพูดแนะนำตนเพื่อเข้าปฏิบัติงาน หรือรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา ควรระบุถึงประเด็นสำคัญ คือ

                        . ชื่อและนามสกุล

                        . รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา

                        . ตำแหน่งหน้าที่ที่จะเข้ามาปฏิบัติ

                        . ระยะทางที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่

            .๓ การแนะนำบุคคลอื่นในงานสังคมหรือในที่ประชุม โดยให้รายละเอียด ดังนี้

                        . ชื่อและนามสกุลของผู้ที่เราแนะนำ

                        . ความสามารถของผู้ที่เราแนะนำ

                          . ไม่ควรแนะนำอย่างยืดยาว และไม่นำเรื่องส่วนตัวที่จะทำให้ผู้อื่นอับอาย หรือตะขิดตะขวงใจมาพูด

                        .การแนะนำบุคคลให้ผู้อื่นรู้จักต้องใช้คำพูดเพื่อสร้างไมตรีที่ดีระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่าย

.การพูดสนทนาทางโทรศัพท์

            การพูดโทรศัพท์เป็นความนิยมอย่างยิ่งในการสื่อสารเพื่อสื่อสารเรื่องส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว และตรงจุดประสงค์ การสื่อสารที่ดีมีหลักสำคัญ ดังนี้

            . กรณีที่เป็นโทรศัพท์ติดต่อไป ควรตรวจสอบหมายเลขให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงระบุชื่อบุคคลที่ต้องการพูดด้วยให้ชัดเจน หากต้องขอให้ผู้รับสารไปตามผู้ที่เราต้องการพูดด้วยนั้นต้องขอบคุณผู้รับสารทันที ในกรณีที่ต้องการฝากที่อยู่ให้ผู้ที่ไม่อยู้ทราบให้บอกข้อความที่ชัดเจนและสั้นที่สุด

            . กรณีที่เป็นผู้รับโทรศัพท์ ควรกล่าวรับด้วยคำว่า สวัสดี แล้วแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้ทราบ พร้อมทั้งถามว่าต้องการติดต่อกับใคร ถ้าผู้ติดต่อมาต้องการพูดกับผู้อื่น ควรรีบติดต่อให้ทันที

 

หากผู้ที่ต้องการจะพูดด้วยไม่อยู่ และผู้ติดต่อมาต้องการฝากข้อความไว้ควรจดบันทึกไว้ให้ชัดเจน สอบถามชื่อของผู้ติดต่อพร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อให้สามารถติดต่อกลับไปได้ภายหลัง

            . การพูดโทรศัพท์ควรใช้เวลาจำกัด พูดคุยเฉพาะเรื่องที่จำเป็น และควรใช้น้ำเสียงปกติ ชัดเจน แสดงความสุภาพ และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

            . ใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม เลือกคำพูดที่จำเป็นมาใช้ เช่น ขออภัย ขอโทษ ขอบคุณและสวัสดี แทน  ฮัลโหล เป็นต้น

            . สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติในการพูดโทรศัพท์ ได้แก่

                        . ไม่วางหูโทรศัพท์ก่อนจบการพูดและไม่ควรปล่อยให้ผู้โทรศัพท์มาต้องคอยนาน

                        . ไม่อมหรือขบเคี้ยวสิ่งใดขณะโทรศัพท์ และไม่ควรพูดจาล้อเลียน เยาะเย้ยผู้ที่ติดต่อมา รวมทั้งไม่พูดจาหยาบคาย หรือใช้คำกระด้าง

                        . ไม่ปล่อยให้โทรศัพท์ส่งสัญญาณเรียกนานเกินไป ควรรีบรับโทรศัพท์ทันที

. การพูดเล่าเรื่องหรือเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ

            การเล่าเรื่องหรือเล่าเหตุการณ์ เป็นศิลปะการพูดประเภทหนึ่ง ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งเกิดความเพลิดเพลินในการฟัง การเล่าเรื่องอาจเป็นการเล่านิทาน นิยาย หรือเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งการเล่าเหตุการณ์ที่ผู้เล่าได้ประสบมา เป็นต้น การเล่าเรื่องหรือการเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ มีแนวทางการเล่าเรื่อง ดังนี้

          .๑ การเล่านิทาน

                        ควรเล่าเรื่องตามลำดับตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเพื่อมิให้ผู้ฟังสับสน ใช้ถ้อยคำง่ายเพื่อสื่อสารความคิดได้อย่างชัดเจน รวมทั้งใช้น้ำเสียง สีหน้า และท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติสอดคล้องกับเรื่อง นอกจากนี้ยังควรสรุปเรื่องแสดงข้อคิดสติเตือนใจ

          .๒ การเล่าชีวประวัติของบุคคล

                        ควรเล่าถึงประเด็นที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างของบุคคล เพื่อให้ผู้ฟังได้ข้อคิดนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนได้ ผู้เล่าต้องเลือกเหตุการณ์บางตอนในชีวิตของบุคคลมาเล่าเป็นตัวอย่าง เพ่อเป็นการเสนอรายละเอียดที่มีคุณประโยชน์และยกย่องบุคคลที่เล่าถึงพร้อมทั้งสรุปข้อคิดและแนวทางที่ควรปฏิบัติตาม

          .๓ การเล่าประวัติสถานที่สำคัญ

                        ควรเล่าเรื่องเฉพาะเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสถานที่นั้น รวมทั้งกล่าวถึงภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม รวมทั้งจุดเด่นของสถานที่ดังกล่าว

          .๔ เล่าเหตุการณ์

                        การเล่าเหตุการณ์ควรเลือกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่ผู้เล่าประทับใจ อาจเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง สังคม หรือประวัติศาสตร์ ผู้เล่าต้องศึกษาเร่องราวอย่างละเอียดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวถึงสาเหตุที่นำเหตุการณ์นั้นมาเล่า บอกถึงสถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีบทบาทสำคัญต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเล่าควรใช้น้ำเสียงที่ชวนฟังพร้อมทั้งใช้ท่าทางประกอบให้เหมาะสม

. การใช้ภาษาตามหลักการพูด โดยใช้พูดอย่างถูกต้องชัดเจนและน่าฟัง

            การพูดให้สัมฤทธิผลนั้น ผู้พูดควรคำนึงถึงการใช้ภาษาในการพูดให้เหมาะสมกับระดับภาษา เหมาะสมกับโอกาสและกาลเทศะ เพื่อให้สามารถส่งสารและรับสารได้ตรงตามความมุ่งหมาย การใช้ภาษาให้เกิดผลดีมีแนวทางสำคัญที่เป็นหลักปฏิบัติ ดังนี้

          .๑ การใช้ภาษาในการแนะนำตน

                        การกล่าวแนะนำตนต่อบุคคลทั้งที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ผู้แนะนำตนควรกล่าวคำทักทายตามธรรมเนียมนิยม เช่น สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ เป็นต้น รวมทั้งไม่ทักทายล่วงล้ำเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ผู้พูดต้องรู้จักใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ชัดเจน สุภาพ และเหมาะสม เพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ ชื่อ นามสกุล สถานศึกษาหรือสถาบันที่สังกัด ความถนัด ความสนใจ งานอดิเรก หรืองานที่ได้รับมอบหมายให้ทำ

          .๒ การใช้ภาษาในการสนทนาทางโทรศัพท์

                        ผู้สนทนาต้องรู้จักใช้ภาษาให้เหมาะสม สุภาพ มีคำขานรับตามสมควร เมื่อจบการสนทนาก็กล่าวคำอำลากันอย่างเหมาะสม นอกจากนั้นควรเลือกใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้ชัดเจน กะทัดรัด เพื่อประหยัดเวลาการพูด รู้จักสำรวมถ้อยคำโดยเลือกประเด็นที่กล่าวเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีหลีกเลื่ยงการกล่าวโต้แย้งกัน ในขณะเดียวกันหากเป็นการสนทนาที่ไม่เป็นทางการผู้สนทนาอาจใช้ถ้อยคำแสดงอารมณ์ขันบ้าง เพื่อทำให้บรรยากาศการสนทนาแจ่มใสเพื่อดำเนินการสนทนาไปได้ด้วยดี

          .๓ การใช้ภาษาในการเล่าเรื่องและเล่าเหตุการณ์

                        ผู้เล่าเรื่องควรใช้ภาษาง่าย ๆ กะทัดรัด แต่ความหมายชัดเจน โดยเล่าเรื่องตามลำดับไม่สับสน รวมทั้งใช้น้ำเสียงให้ชัดเจน ปรับเปลี่ยนระดับเสียงสูงต่ำอย่างเหมาะสมกับเรื่องที่เล่าทั้งที่เป็นเรื่องในแนวบันเทิงคดีและสารคดี สำหรับการเล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็มีลักษณะของการใช้ภาษาในแนวทางเดียวกัน คือ ใช้ถ้อยคำสำนวนง่าย ๆ ผู้ฟังจะได้เข้าใจเรื่องราวได้ทันที รวมทั้งใช้น้ำเสียงให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เล่าเพื่อช่วยให้ผู้ฟังสนใจฟังมากยิ่งขึ้น การจบการเล่าเรื่องหรือเล่าเหตุการณ์จ่าง ๆ ผู้เล่าเรื่องอาจสรุปข้อคิดเห็นโดนนำสุภาษิตสำนวน หรือยกคำประพันธ์มาประกอบให้น่าฟังยิ่งขึ้น

. มารยาทในการพูด

            การพูดที่ดีไม่ว่าจะเป็นการพูดในโอกาสใด หรือประเภทใด ผู้พูดต้องคำนึงถึงมารยาทในการพูด ซึ่งจะมีส่วนส่งเสริมให้ผู้พูดได้รับการชื่นชมจามผู้ฟัง ซึ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการพูด มารยาทที่สำคัญของการพูดสรุป ได้ดังนี้

            . พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

            . ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น และยอมรับฟังความคิดของผู้อื่นเป็นสำคัญ

            . ไม่กล่าววาจาเสียดแทง ก้าวร้าวหรือพูดขัดคอบุคคลอื่น ควรใช้วิธีที่สุภาพเมื่อต้องการแสดงความคิดเห็น

            .รักษาอารมณ์ในขณะพูดให้เป็นปกติ                        . ไม่นำเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูด

              . หากนำคำกล่าวของบุคคลอื่นมากล่าว ต้องระบุนามหรือแหล่งที่มาเป็นการให้เกียรติบุคคลที่กล่าวถึง

. หากพูดในขณะที่ผู้อื่นยังพูดไม่จบ ควรกล่าวคำขอโทษ

                        . ไม่พูดคุยกันข้ามศีรษะผู้อื่น

ตัวอย่างการพูดเชิญชวน

ความเหงาของแม่

            ทุกคนเกิดมาคงเคยผ่านความเหงากันมาแล้ว  ว่ามีพิษสงอย่างไร  ท่านทราบหรือเปล่าว่าใครเป็นบุคคลที่มีความเหงามากที่สุด

            ท่านไม่ต้องคิดให้ไกลเกินไป  ลองคิดถึงบุคคลที่ท่านใกล้ชิดซึ่งเรามักจะมองข้ามไป  ท่านเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิตของเรานั่นเอง คนนั้นคือ  พ่อ  แม่  บังเกิดเกล้าของเราเอง  ท่านคิดไหมว่า  ขณะที่เรากำลังนั่งอยู่ที่นี่  แม่อาจจะคิดถึงเรา  แล้วเราล่ะ  ได้ปฏิบัติตนให้สมกับที่พ่อ  แม่รัก  ห่วงใยและคิดถึงเราอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า  ดิฉันทราบว่าเราทุกคนต่างมีภาระหน้าที่  และบางท่านอาจประสบกับปัญหาชีวิตมากมาย  แต่ไม่ว่าเราจะมีภาระหนักมากเพียงใด  เรายังไม่ลืมกินข้าว  เพราะเราหิว  และเรายังต้องหาเวลาสนองตอบความหิวของร่างกายเราด้วยอาหาร  แต่เวลาสำหรับระลึกถึงแม่และปฏิบัตอตนตามหน้าที่ลูกที่ดีให้แก่ท่านเหมือนร่างกายหิวอาหารหรือไม่

            ขอให้พวกเราสละเวลาสักนิดเพื่อคิดถึงพ่อ  แม่  ถ้าท่านไม่ได้อยู่กับแม่โปรดหาเวลาไปเยี่ยมแม่บ้าง  แม่จะได้ไม่รู้สึกเหงาและว้าเหว่อีกต่อไป 

 

เสน่ห์ประทับใจ

            ใครๆก็อยากเป็นคนมีเสน่ห์  แต่เราจะสร้างเสน่ห์กันอย่างไรดี

            เสน่ห์มีอยู่แล้วในตัวเราทุกๆคนเพียงแต่ว่าเราจะนำออกมาใช้กันแล้วหรือยังเท่านั้น  การมีใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน  มีดวงตาเป็นประกายแจ่มใส  เป็นบันไดขั้นแรกนำไปสู่ความประทับใจแรกพบ  นับได้ว่าเป็นเสน่ห์ด่านหน้าด่านแรก  ครั้นได้มีโอกาสพูดจาหรือสนทนาพาทีด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน  ที่เรียกว่า  ปิยวาจา  ฟังแล้วสบายใจ  ระรื่นหู  เป็นที่นิยมชมชอบของบุคคลทั่วไป  นี่ก็นเป็นเสน่ห์อีอย่างหนึ่งและมีความดื่มด่ำลึกซึ้งยิ่งกว่าการยิ้มแย้มแจ่มใสบนใบหน้า  การเจราจาอ่อนหวานต้องประกอบด้วย  การบริการหรือการต้อนรับขับสู้ด้วยความจริงใจ  เมื่อได้ติดต่อหรือคบค้าสมาคมเป็นเสน่ห์สุดท้ายที่ยากต่อการลืมเลือน

            ถ้าเราทุกคนมีเสน่ห์    ประการนี้  ไม่ว่าจะไปไหนหรือติดต่อสังคมกับใครไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง กลับจะมีแต่มิตรภาพเพิ่มพูนยิ่งขึ้น  ดังคำพังเพยเกี่ยวกับการค้าการขาย  กล่าวว่า

                                                เสน่ห์ใบหน้า                 ลูกค้าติดใจ

                                                เสน่ห์เจรจา                    ลูกค้าหลงใหล

                                                เสน่ห์บริการ                   ลูกค้าบานตะไท

                ลูกค้าหรือเพื่อนก็เช่นเดียวกันนั่นเอง

วิชาภาษาไทย 

รหัส ท ๓๒๑๒

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 

ใบความรู้

   เรื่อง  ลักษณะคำไทย บาลีและสันสกฤต

ใช้ประกอบแผนการสอน 

ที่…….

ผู้สอน  นางส่งศรี  อามาตย์

 

. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง     บอกลักษณะของคำไทยแท้และคำไทยที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤตได้

. จุดประสงค์การเรียนรู้

            . ด้านความรู้

-          บอกข้อสังเกตลักษณะของคำไทยแท้ได้

-          บอกข้อสังเกตลักษณะของคำไทยที่มาจากบาลีและสันสกฤตได้

. ด้านทักษะ

-          สามารถระบุ  คำไทยแท้และคำไทยที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตได้

. ด้านคุณธรรม จริยธรรม

                        -    ความรับผิดชอบในการทำงาน

.เนื้อหา

.    ลักษณะคำไทยแท้

                . คำไทยแท้ส่วนมากพยางค์เดียว  ไม่ว่าจะเป็นนาม  สรรพนาม  วิเศษณ์  บุพบท  สันธาน  อุทาน  ฯลฯ  ซึ่งเรียกว่าภาษาคำโดด  เช่น  ลุง  ป้า  น้า  อา  กา  ไก่  ฯลฯ  มีคำไทยแท้หลายคำที่มีหลายพยางค์  เช่น  มะม่วง  สะใภ้  ตะวัน  กระโดด  มะพร้าว  ทั้งนี้เพราะสาเหตุที่เกิดจาก

                .     การกร่อนเสียง  คำ    พยางค์  เมื่อพูดเร็วๆเข้า  คำแรกจะกร่อนลง เช่น  

                                มะม่วง   มาจาก    หมากม่วง              ตะคร้อ   มาจาก    ต้นคร้อ          สะใภ้     มาจาก    สาวใภ้

                                ตะวัน        “           ตาวัน                      ตะปู           “           ตาปู                ตะเข็บ            “         ตัวเข็บ

                                มะตูม        “           หมากตูม                สะเอว       “           สายเอว          สะดือ             “         สายดือ        

                .    การแทรกเสียง  คือ  คำ    พยางค์  เรียงกันแล้วมีเสียงแทรกตรงกลาง  เช่น

                                ลูกกระดุม              มาจาก                    ลูกดุม                     ผักกระถิน             มาจาก      ผักถิน

                                นกกระจอก               “                          นกจอก                  ลูกกระเดือก              “            ลูกเดือก

                                ผักกระเฉด                “                          ผักเฉด                    นกกระจิบ                 “            นกจิบ                                   .    การเติมพยางค์หน้าคำมูลโดยเติมคำให้มีความหมายใกล้เคียงกันเช่น

                                จุ๋มจิ๋ม           -         กระจุ๋มกระจิ๋ม                       จุกจิก      -              กระจุกกระจิก

                                ดุกดิก          -         กระดุกกระดิก                      ตุ้งติ้ง      -              กระตุ้งกระติ้ง

                                หนุงหนิง    -        กระหนุงกระหนิง               ฉับเฉง   -              กระฉับกระเฉง

                                โดกเดก       -         กระโดกกระเดก                  เดี๋ยว       -              ประเดี๋ยว

                                โจน             -         กระโจน                                ทำ           -              กระทำ  

                .  คำไทยแท้ไม่มีตัวการันต์  ไม่นิยมคำควบกล้ำ  และมีตัวสะกดตรงตามมาตรา  เช่น  เชย   สาว   จิก  กัดรัก  พบ   แม่  พ่อ  พี่  ป้า  น้า  อา  ฯลฯ         

                .  คำไทยแท้มีวรรณยุกต์ทั้งมีรูปและไม่มีรูป  เพื่อแสดงความหมาย  เช่น  ฉันน่าจะไปนากับน้าของฉัน

                .  การเรียงคำในภาษาไทยสับที่กัน  ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป  เช่น   

                                ใจน้อย       -          น้อยใจ                   กลัวไม่จริง    -       จริงไม่กลัว               ใจหาย  -   หายใจ

.      ลักษณะคำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต

            . คำไทยที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต มักมีหลายพยางค์ ส่วนมากใช้เป็นคำนาม กริยา และวิเศษณ์ เช่น บุษบา วัตถุ สงเคราะห์ ปรีดา ประเสริฐ ฯลฯ

            . มักมีตัวการันต์อยู่ด้วย เช่น กษัตริย์ ศาสตร์ การันต์ พราหมณ์ ฯลฯ

            . คำที่ประสมด้วยพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ญ ฌ ฎ ฏ ฒ ณ ธ ภ ศ ษ ฤ

            . คำที่สะกดแตกต่างจากคำไทยแท้

            . คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่ไต่คู้ ไม่ใช่คำบาลี-สันสกฤต ยกเว้นบางคำที่ไทยมาเติมวรรณยุกต์เอกภาย

หลัง เช่น เล่ห์ พ่าห์ เสน่ห์

          หลักทั่วไปของภาษาบาลี

          ภาษาบาลี

            .    พยัญชนะบาลีมี ๓๒ ตัวไม่นับ        เพราะภาษาไทยไม่ใช้เป็นตัวสะกด         สระมี ๘ ตัว

            . คำในภาษาบาลีจะต้องมีตัวสะกดและตัวตามในวรรคเดียวกันเสมอ พยัญชนะแถวที่ ๑, , ๕ เป็นตัวสะกด    ถ้าพยัญชนะแถวที่ ๑ สะกด แถวที่ ๑ หรือ ๒ เป็นตัวตามได้   เช่น สักกะ ทุกขะ    ถ้าพยัญชนะแถวที่ ๓   สะกด  แถวที่ ๓ หรือ ๔ เป็นตัวตามได้ เช่น อัคคี วิชชา     ถ้าแถวที่ ๕ สะกด พยัญชนะทุกแถวในวรรคเดียวกัน

ตามได้ เช่น องก์ สังข์ สงฆ์ องค์ ยกเว้น     ตามตัวเองไม่ได้

          พยัญชนะบาลี

                                                                                                   ตัวสะกด

            วรรคกะ                                                                                                    

            วรรคจะ                                                                                                   

            วรรคฏะ                                                                                                  

            วรรคตะ                                                                                                    

วรรคปะ                                                                                                    

เศษวรรค                                                                                                      

.  สังเกตจากพยัญชนะ “ ” มีใช้เฉพาะบาลี เช่น จุฬา วิฬาร์ ครุฬ

.  บาลีมีตัวสะกดและตัวตามที่ซ้ำกัน ไทยจะตัดตัวที่ซ้ำกันออกให้เหลือตัวเดียว เช่น

            รัฏ.       -    รัฐ                                   ปุญ.      -     บุญ

            นิส.สิต    -    นิสิต                                กิจ.        -      กิจ

            เขต.       -    เขต

ภาษาสันสกฤต

.  สันสกฤตมีพยัญชนะ  ๓๔  ตัว  (เพิ่ม    )    สระสันสกฤตมี  ๑๔  ตัว

.  ตัวสะกดตัวตามของสันสกฤตจะอยู่ต่างวรรคกัน  เช่น  สัปดาห์  อักษร  บุษบา  อัศจรรย์  ฯลฯ

.  สันสกฤตนิยมใช้ตัว  “”   เช่น  กรีฑา  จุฑา  ครุฑ   

.  นิยมใช้อักษรควบเป็นตัวสะกด  เช่น  จักร  อัคร  บุตร  จันทร

.  มักจะมี  “”  หรือ  “รร”  อยู่ในคำนั้นๆ  เช่น  ราษฎร์  ฤษี  ภรรยา  กฤษณา 

ข้อแตกต่างระหว่างภาษาบาลี  กับ  ภาษาสันสกฤต

บาลี

สันสกฤต

.  สระบาลี  มี    ตัว  คือ  อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู  เอ  โอ

.  พยัญชนะ  บาลี มี  ๓๒  ตัว

.  บาลีนิยม    เช่น  จุฬา  กีฬา  อาสาฬห  วิฬาร์

.  ไม่นิยมคำควบกล้ำและอักษรนำ  เช่น  ปฐม  มัจฉา

      วิชชา  สามี

.  มีหลักเกณฑ์การใช้ตัวสะกดตัวตามแน่นอน

. ใช้ริ  กลางคำ  เช่น  อริยะ  จริยา  อัจฉริยะ

.  บาลีใช้  อะ  อิ  อุ  เช่น  อมตะ  ติณ  ปุจฉา  อุตุ

.  บาลีใช้    ทั้งหมด  เช่น  สงฆ์  สามัญ  ปัสสาวะ

      อัสสุ  มัสสุ  สิกขา  สัจจะ

.  สระสันสกฤตมี  ๑๔  ตัว  เพิ่ม  ไอ  เอา    ฤา    ฦา

. พยัญชนะสันสกฤตมี  ๓๔  ตัว  เพิ่ม   

.  สันสกฤตใช้      เช่น  จุฑา  กรีฑา 

.  นิยมควบกล้ำ  และอักษรนำ  เช่น  ประถม   มัตสยา

      วิทยา  สวามี

.  มีหลักตัวสะกดตัวตามไม่แน่นอน

.  ใช้    กลางคำ  เช่น  อาจารย  จรรยา  อารยะ 

.  สันสกฤต  ใช้    เช่น  อมฤต  ตฤณ  ปฤจฉา  ฤดู

.  ใช้      จะมีพยัญชนะวรรค    (  ถ ท ธ น)  เป็น

       ตัวตาม  เช่น  สตรี  สถานี  พัสดุ  สถิติ  พิสดาร

 

 

 

 

 

 

ข้อสอบ

เรื่อง การแต่งกลอนสุภาพ

1.      คำสุดท้ายของวรรคส่งนิยมใช้เสียงวรรณยุกต์ใด

ก.      สามัญ

ข.      เอก

ค.      โท

ง.       จัตวา

2.      “ จึงควรไทยสามัคคีเหมือนพี่น้อง

          ร่วมปกป้องความเป็นไทยมิให้หาย ”

       คำในข้อใดเป็นสัมผัสนอกของคำประพันธ์ข้างต้น

ก.      น้อง     –    ป้อง

ข.      ปก       –    ป้อง

ค.      ไท        –    ให้

ง.       สามัคคี   –    พี่

3.      ข้อใดลำดับชื่อของกลอนสุภาพได้ถูกต้อง

ก.      รับ     รอง   สดับ  ส่ง

ข.      รอง    รับ    สดับ  ส่ง

ค.      สดับ   รับ    รอง   ส่ง

ง.       สดับ   รอง   รับ    ส่ง

4.      ข้อความในข้อใดควรเป็นวรรครับ

ก.      ตูมตั้งบังใบอรชร

ข.      นิลบลพ้นน้ำขึ้นรำไร

ค.      น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

ง.       ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว

5.      ข้อความใดต่อไปนี้ ควรเติมลงในช่องว่างให้ได้ใจความชัดเจน

“ ไทยยืนหยัดพึ่งภัยได้……….

    ด้วยสืบเนื่องพระบารมีจักรีวงศ์ ”

ก.      ลือเลื่อง

ข.      รุ่งเรือง

ค.      ประเอง

ง.       ไม่สิ้นเปลือง

การใช้พจนานุกรม

.  ข้อใดบอกคำเต็ม ที่มาของคำ ไม่ ถูกต้อง

            .       =  ญวน

            .        =  เบงกาลี

            .        =   ลาติน

            .         =   สันสกฤต

.  ข้อใดบอกคำเต็ม ชนิดของคำ ไม่ ถูกต้อง

            .        =   บุพบท

            .        =    สันธาน

            .         =    อุทาน

            .         =     กริยา

.   ข้อใดบอกคำเต็ม ลักษณะของคำที่ใช้เฉพาะแห่ง ไม่ ถูกต้อง

            .  (กฎ)           คือ    คำที่ใช้ในกฎหมาย

            .  (กลอน)      คือ    คำที่ใช้ในบทร้อยกรอง

            .  (ถิ่น)                      คือ    คำที่เป็นภาษาถิ่น

            .   (ดารา)       คือ    คำที่ใช้ในวงการนักแสดง       

.  ข้อใดลำดับคำที่กำหนดให้ต่อไปนี้ได้ถูกต้องตามหลักการเรียงคำของพจนานุกรม

            ()  ไต้ก๋ง          ()  เต้าหู้          ()  ตะเกียง      ()  ตุ๋ยตุ่ย

            .    ไต้ก๋ง       เต้าหู้       ตะเกียง      ตุ๋ยตุ่ย

            .    เต้าหู้       ตะเกียง      ตุ๋ยตุ่ย  ไต้ก๋ง

              .    ตะเกียง      ตุ๋ยตุ่ย    เต้าหู้     ไต้ก๋ง

.   ไต้ก๋ง     ตะเกียง        เต้าหู้     ตุ๋ยตุ่ย

. ข้อใดลำดับคำที่กำหนดให้ต่อไปนี้ได้ถูกต้องตามหลักการเรียงคำของพจนานุกรม

            ()  หมั่น           ()  ฤทัย           ()  รัญจวน      ()  สมโภช

            .  หมั่น         ฤทัย        รัญจวน      สมโภช

            .  ฤทัย         รัญจวน    สมโภช     หมั่น

            . สมโภช     หมั่น        ฤทัย         รัญจวน

            . รัญจวน     ฤทัย        สมโภช      หมั่น

 

 

 

 

ลักษณะคำไทยแท้และคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสฤต

.    “การกร่อนเสียง”  หมายถึงข้อใด

ก.      การพูดคำสองพยางค์เร็วๆ  คำหลังหายไป

ข.      การพูดคำสองพยางค์เร็วๆ  คำแรกกร่อนไป

ค.      การพูดคำสองพยางค์เร็วๆ  คำหลังกร่อนไป

ง.       การพูดคำสองพยางค์เร็วๆ  คำแรกเสียงหายไป

.   ข้อใดเป็นคำไทยแท้ทั้งหมด

            .   สะใภ้      มะพร้าว   ตะวัน

            .   ชอุ่ม       ลูกกระดุม    ตาปู

            .   ใยบัว      เวไนย         ลำไย

            .     ชัย         ขี้ไต้            มะม่วง

.    ข้อใดไม่ใช่ลักษณะคำไทยแท้

ก.      มีการใช้วรรณยุกต์

ข.      มีการใช้ลักษณนาม

ค.      เป็นคำพยางค์เดียว

ง.       ใช้ตัวสะกดตรงตามมาตรา

.     ข้อใดเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีทั้งหมด

            .    พัสดุ     นาฬิกา    วิริยะ

            .    อัจฉรา   ศฤงคาร     นิพพาน

            .    สงฆ์    ไปรษณีย์    เกษตร

            .    เขต   สักกะ   พุทธ

.     ข้อใดเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตทั้งหมด

            .    อัศจรรย์     กฤษณะ   ยุทธ

            .    อัคคี    พยัคฆ์    ภิกขุ

            .    สตรี    ราษฎร์    มนุษย์

            .     ภัสดา    วัตถุ    รุกข์

 

 

 

 

 

 

การเขียนจดหมายกิจธุระ

.  ข้อความใดหมายถึงจดหมายกิจธุระ

ก.      จดหมายที่บุคคลติดต่อคนอื่นเพื่อการค้าขาย

ข.      จดหมายที่บุคคลติดต่อคนอื่นเพื่องานราชการ

ค.      จดหมายที่บุคคลติดต่อคนอื่นเพื่อถามข่าวคราวครอบครัว

ง.       จดหมายที่บุคคลติดต่อคนอื่นเพื่อธุระที่ไม่ใช่การค้าขาย

.  ข้อใดใช้คำขึ้นต้นถึงบุคคลทั่วไปได้ถูกต้องตามหลักการเขียนจดหมาย

ก.      เรียน  คุณสมชาย  ประสบโชค

ข.      เรียน  ประธานศาลฎีกา  ที่เคารพ

ค.      เรียน  ผู้จัดการร้านไพศาลวิทยา  ที่นับถือ

ง.       เรียน  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  ที่เคารพอย่างยิ่ง

.  ข้อใดใช้คำลงท้ายถึงบุคคลทั่วไปได้ถูกต้องตามหลักการเขียนจดหมาย

ก.       ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

ข.       ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

ค.       ขอแสดงความเคารพนับถือ

ง.        ขอแสดงความนับถือ

. ข้อใดเขียน  วัน  เดือน  ปี  ได้ถูกต้องตามหลักการเขียนจดหมาย

            .   ๒๔    ..     ๔๗

            .   ๒๔    มกราคม     ๔๗

            .   ๒๔    มกราคม     ๒๕๔๗

            .   ๒๔    มกราคม    ..   ๒๕๔๗

.  ข้อความใดที่ใช้ภาษาไม่สุภาพในการเขียนจดหมายกิจธุระ

ก.      ดิฉันสุขภาพแข็งแรงและพอใจในงานนี้

ข.      กระผมมีวุฒิระดับปริญญาตรีสายงานไฟฟ้า

ค.      ดิฉันมีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว ๓ ปี

ง.       ผมสามารถเม้าให้คนอื่นเชื่อได้ในเวลาอันสั้น

 

 

 

 

 

 

การสร้างคำตามหลักเกณฑ์ของภาษา

. ข้อใดมีคำมูลพยางค์เดียวทั้งหมด

            .   ไก่   แก่   แม่   อนงค์

            .    โชค   ช่วย   ฉัน   แล้ว

            .    เขา    ทิ้ง  เศษ   ขยะ 

            .    สมุด    ของ    ใคร   หาย

.  ข้อใดมีคำมูล    พยางค์

ก.      แดงไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับใครเลย

ข.      คนทำผิดมักมีอาการหวาดผวา

ค.      เขาไม่เคยกระตือรือร้นอะไรเลย

ง.       เด็กทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี

.  ข้อใดไม่ใช่คำประสมทุกคำ

            .  น้ำใจ   นักเขียน

ข.      ดาวเทียม  น้ำอัดลม

ค.      ตู้อบ  โรงเรียน

ง.       หางเสือ  มะละกอ

.   ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อความหมายทุกคำ

            .  เล็กน้อย    โวยวาย

            .  โลเล   กล้าหาญ

            .  กักขัง    อ้อยอิ่ง

            .   หน่วงเหนี่ยว   บุกรุก

.  ข้อใดเป็นคำซ้ำที่แสดงจำนวนมากขึ้น

ก.      ของกล้วยๆ ใครก็ทำได้

ข.       เขาต้องดูแลน้องๆของเขา

ค.      ทำอะไรต้องตั้งใจทำจริงๆ

ง.        ปั๊มน้ำมันอยู่ใกล้ๆกับอู่ซ่อมรถ