เรื่องที่ 2 พัฒนาการด้านสังคมของไทย     


                2.1)  สังคมไทยสมัยกรุงสุโขทัย   สมัยกรุงสุโขทัยมีระบบชนชั้นที่ชัดเจน 2 ชนชั้น ได้แก่
                            1.  ชนชั้นปกครอง  ซึ่งประกอบด้วย กษัตริย์ มีลักษณะเป็นพ่อขุนเพราะมีความผูกพัน ใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก  สถาบันกษัตริย์ ในสมัยสุโขทัยมีบทบาทในการเป็นราชาที่ดี คือรักษาความสงบภายใน ขยายอาณาเขต และยึดมั่นในหลักธรรม ต่อมาคือชนชั้นขุนนางเป็นชนชั้น ี่ระหว่าง กษัตริย์และประชาชน มีฐานะสูงกว่าสามัญชน และชนชั้นปกครองปกครองอีกชนชั้นที่สำคัญคือ พระสงฆ์ เป็นผู้บำบัดปัญหาในชุมชน และชี้แนะแนว ที่ถูกต้องแก่ ประชาชน              
                     2.  ชนชั้นถูกปกครอง ประกอบด้วย ไพร่และทาสชนชั้นนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อ บ้านเมืองตอบแทนผู้ปกครอง เช่น เป็นไพร่พลเวลาสงคราม ส่วนทาสในสมัยกรุงสุโขทัย ส่วนหนึ่งเป็นทาสเชลยที่ได้จากการทำสงคราม อีกส่วนหนึ่งเป็นทาสชนิดอื่นๆ ที่หลบหนีมาจากดินแดนทางใต้คือกรุงศรีอยุธยา
                        2.2)  สังคมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ชนชั้นทางสังคมของกรุงศรีอยุธยาประกอบไปด้วยบุคคล 3 ชนชั้น คือ
                                1. ชนชั้นปกครอง   
                                    1.1  พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองและทางสังคม                  
                                    1.2   เจ้านาย คือ พวกเชื้อพระวงศ์ต่างๆ มีทั้งสกุลยศและอิสริยยศ      
                            1.3  ขุนนาง เป็นชนกลุ่มน้อย  เป็นจักรกลสำคัญในการบริหารประเทศ
                                 2. ชนชั้นใต้ปกครอง  
                                       2.1  ไพร่  คือประชาชนทั่วไปทั้งชายและหญิง  เป็นแรงงานสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมือง  ไพร่ประกอบไปด้วย  ไพร่สม  ไพร่หลวง  และไพร่ส่วย      
                              2.2  ทาส เป็นชนชั้นต่ำสุดในสังคม  ทาสมี 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ทาสสินไถ่  ทาสเรือนเบี้ย  ทาสได้มาแต่บิดามารดา  ทาสที่มีผู้ยกให้  ทาสที่ช่วยให้พ้นจากโทษทัณฑ์  ทาสที่ได้มาในยามข้าวยากหมากแพง  และทาสเชลย
                                    3. พระสงฆ์  ประกอบด้วยชนทุกชั้น  มีบทบาททางศาสนาและการอบรม ศิลปวิทยาการต่างๆ
                         2.3)  สังคมไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   ก่อนการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5  สังคมไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วย  ไพร่และทาส  ไพร่ คือราษฎรสามัญ  แบ่งเป็น  ไพร่หลวง  คือไพร่ที่เข้าเวรให้ทางราชการ และ ไพร่สม คือไพร่ที่ขึ้นตรงต่อมูลนาย  ไพร่มีอิสระในตนเองอยู่บ้าง  และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ทาส  คือราษฎรที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในชีวิตและแรงงานของตน  นายทาสจะซื้อขายทุบตีได้ ทาสมี 7 ประเภท คือ ทาสเชลย ทาสสินไถ่ ทาสในเรือนเบี้ย ทาสได้มาแต่ฝ่ายบิดามารดา ทาสท่านให้ ทาสที่ช่วยจากการเป็นนักโทษ  และทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อข้าวยากหมากแพง  นายมีอำนาจ เหนือทาสมากจนทาสไม่มีอิสรภาพ    รัชกาลที่ 4 เริ่มปรับปรุงโดยห้ามพ่อแม่หรือสามีขายลูกหรือภรรยาเป็นทาส  ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 ทรงดำริยกเลิกระบบ ไพร่และทาส  ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของตะวันตกที่มุ่งเน้นเสรีภาพ หากสังคมไทยยังมีไพร่ทาสก็จะถูกอ้างว่าล้าหลังแล้วเข้ายึดครองอีกประการหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจ แบบเสรีต้องการแรงงานเพิ่ม ระบบไพร่ทาสจะจะเป็นอุปสรรค  พระบาทมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรารถนาอยากจะเห็นประชาชน ไทยมีความเท่าเทียมกัน  การยกเลิกระบบไพร่จึงเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2413  ต่อมา พ.ศ. 2431  จึงประกาศใช้พระราชบัญญัติทหารแทน  สำหรับการเลิกทาส ทรงดำเนินการค่อยเป็นค่อยไป  โดยประกาศพระราชบัญญัติเกษียณอายุลูกทาสลูกไทขึ้น  กำหนดระยะเวลาที่ทาสจะได้เป็นไท กำหนดค่าไถ่ถอนถูกกว่าเดิม และระบุโทษนายทาสที่ฝ่าฝืน  ส่วนพระราชบัญญัติเลิกทาสทรงประกาศใช้ไปทีละมณฑล  และฉบับสุดท้ายคือ พระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทร์ศก 124  ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย การดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนทำให้การเลิกทาสเป็นไปด้วยความเรียบร้อย       
                           หลังจากที่จัดตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น เพื่อรับผิดชอบงานด้านการจัดการศึกษาก็มีต่อมาเป็นลำดับ ในสมัยรัชกาลที่ 6  ทรงประกาศ พระราชบัญญัติ ประถมศึกษาขึ้นใน พ.ศ.2464กำหนดให้เด็กทุกคนต้องเข้า รับการศึกษาเล่าเรียนจนจบประโยคประถมศึกษา ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการกำหนดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นหลายแผนก หลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ. 2475  รัฐบาลกำหนดนโยบายการส่งเสริมการศึกษา  เปิดโรงเรียนประชาบาลในทุกตำบล ระดับอุดมศึกษามีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น หลายแห่งเช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง  มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์(จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสถาปนาขึ้น ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6)  จนกระทั่งปัจจุบันได้ขยายการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยอีกมากมาย รวมทั้งมหาวิทยาลัยเปิด  เช่น  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  เนื้อหาหลักสูตรจัดทำอย่างเป็นระบบ  คือมีการกำหนดหลักสูตรชัดเจน มีกำหนดเวลา มีสถานที่เรียนและกำหนดคุณสมบัติ ของผู้เข้าศึกษา  และการประกอบการงานต่างๆ ปัจจุบันต้องอาศัยผู้จบ  การศึกษาเฉพาะสาขาขึ้น      
                        นับตั้งแต่ยุคปรับปรุงประเทศมาถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่า สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว  เกิดความ แตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท  และระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน มีการ แบ่งแยกงาน และแข่งขันกันระหว่างกลุ่มต่างๆ  สถาบันครอบครัวเปลี่ยนจาก ครอบครัวขยายซึ่งมีสมาชิกหลายรุ่นอายุคน  เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ผลจาก การให้ความสำคัญกับปัจจุบันทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ  ตามมา  เช่น ปัญหาหย่าร้าง  เด็กและเยาวชน  สิ่งเสพติด อาชญากรรม  การขยายตัว ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม  ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การขยายตัว ของการท่องเที่ยว  ทำให้สังคมมีแนวโน้มเป็นวัตถุนิยมมากขึ้น  นอกจากนั้น  ยังก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมทางระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาสังคม อีกประการหนึ่งที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
                

............................................................