รายวิชาศิลปะกับชีวิต    3         ใบความรู้        เวลา     6      คาบ
ศ 3313  ชั้น ม.  5        เรื่อง  นาฏศิลป์ไทยและลีลานาฏศิลป์ไทย        โดยนายดำริห์  ก้อนคำ 
 
สาระที่   3    นาฎศิลป์
        มาตรฐาน  ศ  3. 1   เข้าใจและแสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์   วิเคราะห์   วิพากษ์   วิจารณ์    คุณค่านาฎศิลป์   ถ่ายทอดความรู้สึก  ความคิดต่อนาฎศิลป์อย่างอิสระ    ชื่นชม   และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการระบำ  รำ  ฟ้อน  และเลือกปฏิบัติได้ถูกต้อง
        นาฏศิลป์ไทย  หมายถึง  ศิลปะการแสดงท่าทาง  การร่ายรำต่าง ๆ ซึ่งตามปกติใช้ดนตรีและการขับร้องประกอบการร่ายรำ  เช่น  ระบำ  รำ  ฟ้อน  ละคร  โขน  เป็นต้น
        ประเภทของนาฏศิลป์
1. ระบำ
ระบำ  หมายถึง  การแสดงท่าทางการร่ายรำที่พร้อมเพรียงกันเป็นหมู่  เป็นชุด  ไม่ดำเนินเรื่องราว  เช่น  ระบำดาวดึงส์  ระบำกฤษดาภินิหาร   ระบำเทพบันเทิง  ระบำดอกบัว  ระบำไก่
2. รำ 
รำ  หมายถึง  ศิลปะการร่ายรำด้วยตัวผู้แสดงคนเดียวหรือหลายคน  เช่น  รำแม่บท  รำศรีนวล  รำฉุยฉาย  รำอาวุธ  รำโคม  ฯลฯ
3. ฟ้อน
ฟ้อน  หมายถึง  ศิลปะการร่ายรำแบบพื้นเมืองของภาคเหนือ ลีลาการร่ายรำค่อนข้างช้า   การแต่งกายแบบพื้นเมืองของชาวเหนือ  เช่น  ฟ้อนเล็บ  ฟ้อนเงี้ยว  ฟ้อนเทียน  เป็นต้น   การฟ้อนจะนิยมเป็นหมู่ ส่วนการร่ายรำอาวุธ  ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะการต่อสู้ของชาวเหนือก็เรียกว่าฟ้อน  เช่น  ฟ้อนดาบ  ฟ้อนเจิง  เป็นต้น
4. เซิ้ง
เซิ้ง  หมายถึง  ศิลปะการแสดงของภาคอีสาน ลีลาจังหวะการร่ายรำเร็ว  การแต่งกายแบบพื้นเมืองอีสานและเพลงที่ใช้ประกอบเป็นเพลงสนุกสนาน  ส่วนใหญ่ใช้ในขบวนแห่ต่าง ๆ เช่น  แห่บ้องไฟ
 
5. ละคร
ละคร  หมายถึง  ศิลปะการแสดงที่ผูกเป็นเรื่องเป็นราว  มีเหตุการณ์เชื่อมโยงเป็นตอน ๆ ตามลำดับประกอบไปด้วย  บทร้อง  ท่าทาง  การร่ายรำ  บทเจรจาและนาฏศิลป์ด้านอื่น ๆ ละครมีดังนี้
1. ละครชาตรี  เป็นละครที่ถือว่าเป็นต้นแบบละครรำทุกชนิด  เร่องที่นิยมคือ  เรื่องพระสุธนมโนราห์  และพระรถเสน  ใช้ผู้แสดง  3  คน ใช้วงปี่พาทย์ประกอบการแสดง
2. ละครนอก  กระบวนการรำรวดเร็วและไม่พิถีพิถัน  มุ่งหมายเรื่องให้ตลกขบขัน  ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบ  แต่เดิมผู้แสดงใช้ผู้ชายล้วน  แต่ปัจจุบันใช้ชายหรือหญิงปนกันก็ได้
3. ละครใน  มุ่งเน้นศิลปะการร่ายรำเป็นสำคัญ  โดยยึดถือระเบียบประเพณีอย่างเคร่งครัด  ใช้เพลงที่บรรเลงไพเราะนุ่มนวล  ไม่นิยมตลก  เดิมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า  ต่อมาใช้วงเครื่องคู่และเครื่องใหญ่ รูปแบบของละครในคือ  ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน
4. ละครดึกดำบรรพ์  เรียกชื่อตามชื่อโรงละคร  เป็นละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้แตกต่างไปจากละครเดิมโดยใช้ผู้แสดง ร้องเองด้วย  การแต่งกายใช้แบบละครใน  มีการเปลี่ยนแปลงตามเนื้อร้อง  ดนตรีที่ใช้ประกอบคือ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ 
5. ละครพันทาง  เป็นละครแบบผสม  คือ นำท่ารำของชาติอื่นเข้ามาผสมผสานกับท่ารำของไทย แต่งกายตามเชื้อชาติของตัวละครที่ปรากฏในเรื่องนั้น ๆ แบ่งการแสดงออกเป็นชุดเป็นฉาก ตามเนื้อร้อง
6. ละครร้อง  เป็นละครที่ใช้การร้องเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง  ไม่มีการรำแต่ใช้ท่าทางกิริยาอาการอย่างสามัญชนทั่วไป  เป็นละครที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก
7. ละครพูด  เป็นละครสมัยใหม่  ใช้การแสดงแทนการพูดดำเนินเรื่อง  แทนการร้องและอื่น ๆ
 
 
6. โขน   เป็นศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ของไทยรูปแบบหนึ่ง  อากัปกิริยาของตัวแสดงจะมีทั้งการรำและการเต้น  ที่ออกท่าทางเข้ากับดนตรี  ผู้แสดงจะถูกสมมติให้เป็นตัวยักษ์  เป็นลิง  เป็นมนุษย์  ( ตัวพระ  ตัวนาง )  เทวดาโดยการสวมหน้ากาก  ซึ่งเรียกกันว่าหัวโขน  ปัจจุบันผู้แสดงเป็นมนุษย์หรือเทวดา  จะไม่สวมหน้ากาก  การแต่งกายจะแต่งตามลักษณะของตัวยักษ์  ลิง  มนุษย์  ผู้แสดงไม่ร้องหรือเจรจาเอง  มีผู้พากย์เจรจา  ขับร้องแทนหมด  ผู้แสดงจะทำท่าทางไปตามบทพากย์และคำร้อง  ซึ่งเรียกว่า  " ตีบท " เรื่องที่นำมาแสดงคือเรื่องรามเกียรติ์
 
โขนแบ่งเป็น  5  ชนิดคือ
1. โขนกลางแปลง  เป็นการแสดงโขนกลางสนาม  ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก  นิยมแสดงชุดเกี่ยวกับการยกกองทัพและการรบกัน
2. โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว  เป็นการแสดงโขนในโรง  ที่มีหลังคาคลุมและมีราวไม้กระบอกพาดตามยาว  ให้ตัวโขนที่สำคัญนั่งแท่นตั่ง  ผู้แสดงทุกคนสวมหัวโขน  ยกเว้นตัวนาง
3. โขนโรงใน  เป็นการแสดงโขนที่นำเอาศิลปะการขับร้องและการร่ายรำของละครในเข้าไปผสมกับการแสดงโขน  ดังนั้น  การแสดงโขนชนิดนี้จึงใช้ทั้งท่าทางรำของละครและท่าทางเต้นของโขน
4. โขนหน้าจอ  เป็นการแสดงโขนหน้าจอหนังใหญ่เป็นฉากหลัง  ต่อมามีการสร้างเวทีประกอบจอหนังใหญ่  ศิลปะการแสดงโขนชนิดนี้  เป็นแบบเดียวกับแสดงโขนโรงใน
5. โขนฉาก  เป็นการแสดงโขนโรงใน  ที่มีการสร้างฉากให้ดูสมจริงสมจังยิ่งขึ้น  ดังนั้นโขนที่แสดงในลักษณะนี้คือ  โขนที่แสดงในโรงละคนแห่งชาติ  เป็นต้น