เรื่อง    นาฏศิลป์ไทยประเภทการฟ้อนรำพื้นเมืองการรำมาตรฐาน
 
วิชา ศิลปะพัฒนาชีวิต  3        ใบความรู้        เวลา     2  คาบ
รหัสวิชา  ศ 4513  ม.5        เรื่อง การฟ้อนรำพื้นเมือง การรำมาตรฐาน        โดย นางสาวประดิษฐ์  พละศักดิ์
 
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง   
        1.อธิบายความเป็นมาของการฟ้อนรำพื้นเมืองได้
        2.อธิบายที่มาของการรำมาตราฐานได้
        3.สามารถรำวงมาตราฐานตามเพลงที่กำหนดได้
 
การฟ้อนรำพื้นเมือง       
เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สมาชิกในแต่ละกลุ่มก็มีภารกิจมากมาย  หลังจากการเสร็จสิ้นภารกิจและหน้าที่การงานที่ต้องปฏิบัติแล้ว  สมาชิกแต่ละคนก็มีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเอง จึงหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเองและสมาชิกในกลุ่ม โยการมาพบปะสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจ  การพักผ่อนหย่อนใจก็แตกต่างกันไป พวกที่ขอบร้องเพลงก็มารวมกัน อาจจะเป็นการร้องเพลงตามแบบท้องถิ่นนั้น ๆ ไม่มีแบบแผนที่แน่นอน จึงจัดเป็นการละเล่นพื้นเมืองของถิ่นนั้น ๆ จากการเล่นพื้นเมืองของท้องถิ่นนั้น ๆ  ก็ยังยึดรูปแบบนั้น ๆไว้ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ  เรียกกันโดยทั่วๆไปว่า   "  รำพื้นเมือง "
        การรำพื้นเมือง
        รำพื้นเมือง  ที่นำมากล่าวนี้ เป็นรำพื้นเมืองที่ได้ดัดแปลงปรับปรุงแล้ว  เป็นรูปแบบของการแสดงหรือการละเล่นที่รู้จักดี โดยแยกเป็นรำพื้นเมือง ของภาคต่าง ๆ ดังนี้
        1.ภาคกลาง  การรำพื้นเมืองของภาคกลาง    เท่าทีปรากฎและพบเห็นกันอยู่เสมอ  ได้แก่  รำวง ,    รำเหย่ย,รำกลองยาว เป็นรำที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทย    สมัยรัชกาลที่  4 โดยชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามา  ทั้งยังมีบทร้องกราวรำยกทัพพม่าในการแสดงละครเรื่องพระอภัยมณีตอนเก้าทัพ   ไทยเราเห็นเล่นง่ายและสนุกสนาน  ต่อมาก็เป็นเพลงต่าง ๆ ในภาคกลางจนปัจจุบันนี้
        2.ภาคเหนือ  การรำพื้นเมืองของภาคเหนือส่วนมากจะนิยมเรียกกันว่า  " ฟ้อน " เช่น ฟ้อนเล็บ ,ฟ้อนเทียน,ฟ้อนเงี้ยว  ฯลฯ 
         ฟ้อนเงี้ยว  เป็นการเล่นพื้นเมืองที่สนุกสนานของชาวไทยเผ่าหนึ่งในแคว้นรัฐฉานพม่า  ซึ่งมีดินแดนที่ติดต่อกับชายแดนของไทย  มีความเป็นอยู่และภาษาพูดคล้ายคลึงกัน มีเนื้อร้องเป็นภาษาคำเมืองและภาษากลาง
        3.ภาคอีสาณ    การรำพื้นเมืองของภาคอีสานมีมากมายแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ของตัวเอง   จึงขอยกตัวอย่างบางอย่างมาเพื่อเป็นแนวทางการศึกษา
        เซิ้งกระติ๊กข้าว  เป็นการแสดงพื้นเมืองจากบ้านอำเภอเรณูนคร  จังหวัดนครพนม  ต่อมาทางวิทยาลัยนาฎศิลป์  กรมศิลปากร   ได้รับการถ่ายทอดจากคณะครูและได้นำมาแสดงครั้งแรกในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ณ  หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี  2509  
(   งานรับเสด็จเจ้าชายเบอร์ทิล  แห่งประเทศสวีเดน  )
        ลีลาและจังหวะสนุกสนาน  แสดงให้เห็นว่าหญิงชาวบ้านได้นำข้าวเหนียวใส่กระติ๊กข้าวไปส่งสามี
         4.ภาคใต้     การรำพื้นเมืองของภาคใต้  เป็นดินแดนในเขตมรสุมตลอดเวลา หรือจะทั้งปีก็ว่าได้   และเป็นแหล่งอารยะธรรมที่รุ่งโรจน์ ในอดีต  จึงมีรำพื้นเมืองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น  โนราห์  ,  รองเง็ง ,   หนังใหญ่ ,หนังตลุง เป็นต้น
        รองเง็ง    เดิมเป็นการแสดงภายในราขสำนัก มาเลเซีย   เจ้าเมืองจะจัดหาหญิงฝึกเต้นรองเง็ง   เพื่อเอารับรองแขกบ้านแขกเมือง  ต่อมาศิลปะในราชสำนักประเภทนี้ได้ออกจากราชสำนักมาสู่ประชาชนภายนอก และแพร่หลายจากมาเลเซียมาสู่ประเทศไทยตอนใต้   ปัจจุบันรองเง็ง ใช้ผู้หญิงผู้ชายรวมกันได้
        การแต่งกาย ผู้หญิงนุ่งโสร่งมีลวดลายดอกวงสีต่าง ๆ กัน สวมเสื้อแขนยาวคอกลมคอชวาตัวยาวปิดโสร่ง ผ่าอกตลอด ตัวเสื้อต้องเข้ารูปตรงเอวมากๆ เพื่อจะดูสะโพกผาย มีผ้าคลุมไหล่
        ลีลาและการแสดงจังหวะ  รองเง็งมีความสวยงามมากลีลาการใช้เท้าเข้ากับจังหวะของกลอง  จุดเด่นการเต้น มีจังหวะที่เร็ว แล้วมาช้า  หมุนตัวด้วยเล่นหูเล่นตา  จุดเด่นอยู่ที่ความพร้อมเพียงในการเต้น
การฟ้อนรำแบบมาตราฐาน
        การฟ้อนรำของไทยวิวัฒนาการมาจากกิริยาท่าทางที่แสดงออกด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ และได้รับการปรับปรุงระเบียบท่ารำ การเต้นการรำให้งดงามและปราณีตยิ่งขึ้น   เน้นการเคลื่อนไหวอริยบทต่าง ๆ ให้อยู่ในท่าที่อ่อนช้อยงดงามเรียกว่า  " รำ "   มีทั้งเดี่ยวและหมู่   ต่อมามีคนคิดบัญญัติว่าการรำเป็นหมู่ให้เรียกว่า   "  ระบำ "        ระบำจึงแบ่งออกเป็น    2  ชนิด คือ
        1.ระบำไทยมาตราฐาน  หมายถึง การแสดงที่คำนึงถึง  การแสดงที่คำนึงถึงลักษณะการแต่งกายเป็นเครื่องพระ - เครื่องนางตลอดจนท่ารำต่าง ๆ และดนตรีที่กำหนดไว้เป็นแบบแผน  เช่น ระบำเทพบันเทิง,ระบำดาวดึงส์,ระบำกฤดาอภินิหาร,ระบำสี่บท   เป็นต้น
        2.ระบำเบ็ดเตล็ด   หมายถึง   การแสดงอื่น ๆ ที่แต่งกายตามรูปแบบ ลักษณะการแสดงนั้น ๆ เช่น ระบำม้า  , ระบำโคม , ระบำชุมนุมเผ่าไทย   เป็นต้น
       
 
ระบำไทยมาตราฐาน  ที่จะยกตัวอย่างคือ
 
        1.1.ระบำเทพบันเทิง   เป็นระบำมาตราฐานอีกชุดหนึ่งที่สมมติผู้แสดงเป็นเทพบุตร - เทพธิดา  รำถวายองค์   อยู่ในบทละครเรื่องอิเหนา   ตอนลมหอบ  กรมศิลปากรปรับปรุงขึ้นนำออกแสดงให้ประชาชนชม เมื่อ พ.ศ.2499     ณ   โรงละครกรมศิลปากรเดิม    บทร้องและทำนองปรับปรุงโดย    อาจารย์มนตรี ตราโมท       ประดิษฐ์ท่ารำ   โดย   อาจารย์อุบล ขมะคุปย์
        1.2.ระบำดาวดึงส์    เป็นระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่  5  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  โดยการนำเอาท่าเต้นทุบอกของแขกเจ้าเซ็น  มาปรับปรุง และ  ประดิษฐ์ท่ารำให้สวยงามตามแบบนาฎศิลป์ไทย      สันนิฐานว่าจะเกิดมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่   2  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้ประดิษฐ์คิดท่ารำขึ้น   ระบำดาวดึงส์ จึงเป็นระบำอีกชุดหนึ่งที่แสดงร่วมกับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์  ในเรื่องสังข์ทอง    ตอนตีคลี    เจ้าฟ้าฯพระยานริศรานุวัติวงศ์และเจ้าพระยาเทเวทย์ ทรงปรับปรุง มาจนถึงปัจจุบันนี้