ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1.อธิบายความเป็นมาของการฟ้อนรำพื้นเมืองได้
2.อธิบายที่มาของการรำมาตราฐานได้
3.สามารถรำวงมาตราฐานตามเพลงที่กำหนดได้
การฟ้อนรำพื้นเมือง
เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สมาชิกในแต่ละกลุ่มก็มีภารกิจมากมาย หลังจากการเสร็จสิ้นภารกิจและหน้าที่การงานที่ต้องปฏิบัติแล้ว สมาชิกแต่ละคนก็มีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเอง จึงหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเองและสมาชิกในกลุ่ม โยการมาพบปะสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจ การพักผ่อนหย่อนใจก็แตกต่างกันไป พวกที่ขอบร้องเพลงก็มารวมกัน อาจจะเป็นการร้องเพลงตามแบบท้องถิ่นนั้น ๆ ไม่มีแบบแผนที่แน่นอน จึงจัดเป็นการละเล่นพื้นเมืองของถิ่นนั้น ๆ จากการเล่นพื้นเมืองของท้องถิ่นนั้น ๆ ก็ยังยึดรูปแบบนั้น ๆไว้ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ เรียกกันโดยทั่วๆไปว่า " รำพื้นเมือง "
การรำพื้นเมือง
รำพื้นเมือง ที่นำมากล่าวนี้ เป็นรำพื้นเมืองที่ได้ดัดแปลงปรับปรุงแล้ว เป็นรูปแบบของการแสดงหรือการละเล่นที่รู้จักดี โดยแยกเป็นรำพื้นเมือง ของภาคต่าง ๆ ดังนี้
1.ภาคกลาง การรำพื้นเมืองของภาคกลาง เท่าทีปรากฎและพบเห็นกันอยู่เสมอ ได้แก่ รำวง , รำเหย่ย,รำกลองยาว เป็นรำที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทย สมัยรัชกาลที่ 4 โดยชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามา ทั้งยังมีบทร้องกราวรำยกทัพพม่าในการแสดงละครเรื่องพระอภัยมณีตอนเก้าทัพ ไทยเราเห็นเล่นง่ายและสนุกสนาน ต่อมาก็เป็นเพลงต่าง ๆ ในภาคกลางจนปัจจุบันนี้
2.ภาคเหนือ การรำพื้นเมืองของภาคเหนือส่วนมากจะนิยมเรียกกันว่า " ฟ้อน " เช่น ฟ้อนเล็บ ,ฟ้อนเทียน,ฟ้อนเงี้ยว ฯลฯ
ฟ้อนเงี้ยว เป็นการเล่นพื้นเมืองที่สนุกสนานของชาวไทยเผ่าหนึ่งในแคว้นรัฐฉานพม่า ซึ่งมีดินแดนที่ติดต่อกับชายแดนของไทย มีความเป็นอยู่และภาษาพูดคล้ายคลึงกัน มีเนื้อร้องเป็นภาษาคำเมืองและภาษากลาง
3.ภาคอีสาณ การรำพื้นเมืองของภาคอีสานมีมากมายแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ของตัวเอง จึงขอยกตัวอย่างบางอย่างมาเพื่อเป็นแนวทางการศึกษา
เซิ้งกระติ๊กข้าว เป็นการแสดงพื้นเมืองจากบ้านอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ต่อมาทางวิทยาลัยนาฎศิลป์ กรมศิลปากร ได้รับการถ่ายทอดจากคณะครูและได้นำมาแสดงครั้งแรกในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2509
( งานรับเสด็จเจ้าชายเบอร์ทิล แห่งประเทศสวีเดน )
ลีลาและจังหวะสนุกสนาน แสดงให้เห็นว่าหญิงชาวบ้านได้นำข้าวเหนียวใส่กระติ๊กข้าวไปส่งสามี
4.ภาคใต้ การรำพื้นเมืองของภาคใต้ เป็นดินแดนในเขตมรสุมตลอดเวลา หรือจะทั้งปีก็ว่าได้ และเป็นแหล่งอารยะธรรมที่รุ่งโรจน์ ในอดีต จึงมีรำพื้นเมืองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โนราห์ , รองเง็ง , หนังใหญ่ ,หนังตลุง เป็นต้น
รองเง็ง เดิมเป็นการแสดงภายในราขสำนัก มาเลเซีย เจ้าเมืองจะจัดหาหญิงฝึกเต้นรองเง็ง เพื่อเอารับรองแขกบ้านแขกเมือง ต่อมาศิลปะในราชสำนักประเภทนี้ได้ออกจากราชสำนักมาสู่ประชาชนภายนอก และแพร่หลายจากมาเลเซียมาสู่ประเทศไทยตอนใต้ ปัจจุบันรองเง็ง ใช้ผู้หญิงผู้ชายรวมกันได้
การแต่งกาย ผู้หญิงนุ่งโสร่งมีลวดลายดอกวงสีต่าง ๆ กัน สวมเสื้อแขนยาวคอกลมคอชวาตัวยาวปิดโสร่ง ผ่าอกตลอด ตัวเสื้อต้องเข้ารูปตรงเอวมากๆ เพื่อจะดูสะโพกผาย มีผ้าคลุมไหล่
ลีลาและการแสดงจังหวะ รองเง็งมีความสวยงามมากลีลาการใช้เท้าเข้ากับจังหวะของกลอง จุดเด่นการเต้น มีจังหวะที่เร็ว แล้วมาช้า หมุนตัวด้วยเล่นหูเล่นตา จุดเด่นอยู่ที่ความพร้อมเพียงในการเต้น
การฟ้อนรำแบบมาตราฐาน
การฟ้อนรำของไทยวิวัฒนาการมาจากกิริยาท่าทางที่แสดงออกด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ และได้รับการปรับปรุงระเบียบท่ารำ การเต้นการรำให้งดงามและปราณีตยิ่งขึ้น เน้นการเคลื่อนไหวอริยบทต่าง ๆ ให้อยู่ในท่าที่อ่อนช้อยงดงามเรียกว่า " รำ " มีทั้งเดี่ยวและหมู่ ต่อมามีคนคิดบัญญัติว่าการรำเป็นหมู่ให้เรียกว่า " ระบำ " ระบำจึงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.ระบำไทยมาตราฐาน หมายถึง การแสดงที่คำนึงถึง การแสดงที่คำนึงถึงลักษณะการแต่งกายเป็นเครื่องพระ - เครื่องนางตลอดจนท่ารำต่าง ๆ และดนตรีที่กำหนดไว้เป็นแบบแผน เช่น ระบำเทพบันเทิง,ระบำดาวดึงส์,ระบำกฤดาอภินิหาร,ระบำสี่บท เป็นต้น
2.ระบำเบ็ดเตล็ด หมายถึง การแสดงอื่น ๆ ที่แต่งกายตามรูปแบบ ลักษณะการแสดงนั้น ๆ เช่น ระบำม้า , ระบำโคม , ระบำชุมนุมเผ่าไทย เป็นต้น
ระบำไทยมาตราฐาน ที่จะยกตัวอย่างคือ
1.1.ระบำเทพบันเทิง เป็นระบำมาตราฐานอีกชุดหนึ่งที่สมมติผู้แสดงเป็นเทพบุตร - เทพธิดา รำถวายองค์ อยู่ในบทละครเรื่องอิเหนา ตอนลมหอบ กรมศิลปากรปรับปรุงขึ้นนำออกแสดงให้ประชาชนชม เมื่อ พ.ศ.2499 ณ โรงละครกรมศิลปากรเดิม บทร้องและทำนองปรับปรุงโดย อาจารย์มนตรี ตราโมท ประดิษฐ์ท่ารำ โดย อาจารย์อุบล ขมะคุปย์
1.2.ระบำดาวดึงส์ เป็นระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยการนำเอาท่าเต้นทุบอกของแขกเจ้าเซ็น มาปรับปรุง และ ประดิษฐ์ท่ารำให้สวยงามตามแบบนาฎศิลป์ไทย สันนิฐานว่าจะเกิดมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้ประดิษฐ์คิดท่ารำขึ้น ระบำดาวดึงส์ จึงเป็นระบำอีกชุดหนึ่งที่แสดงร่วมกับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ในเรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี เจ้าฟ้าฯพระยานริศรานุวัติวงศ์และเจ้าพระยาเทเวทย์ ทรงปรับปรุง มาจนถึงปัจจุบันนี้